|
1.
ตลาดรองตราสารหนี้
คืออะไร
ตอบ ตลาดรอง ( Secondary Market ) คือการซื้อขายเปลี่ยนมือเพื่อสภาพคล่องให้แก่หลักทรัพย์หลังจากที่หลักทรัพย์นั้นได้ออกและเสนอขายให้แก่นักลงทุนผู้ซื้อมือแรก
สำหรับตลาดตราสารหนี้ขั้นตอนที่ผู้ออกตราสารหนี้
(Issuer)ออกตราสารหนี้(หุ้นกู้หรือพันธบัตร)เสนอขายให้แก่นักลงทุนรายแรกเรียกว่าตลาดแรก
(Primary market) หลังจากผู้ชื้อหรือนักลงทุนมือแรกต้องการขายตราสารหนี้ก่อนตราสารดังกล่าวครบกำหนดไถ่ถอนให้แก่นักลงทุนรายต่อๆไปขั้นตอนดังกล่าวเรียกว่าการซื้อขายในตลาดรอง
( Secondary market ) สำหรับตลาดตราสารหนี้ในประเทศไทยการซื้อขายเปลี่ยนมือในตลาดรองส่วนใหญ่เป็นการทำธุรกรรมผ่านผู้ค้าตราสารหนี้
(Dealers)
2.
สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยคืออะไร
มีบทบาทและหน้าที่อะไรบ้าง
ตอบ
สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นตลาดรองของการซื้อขายตราสารหนี้
โดยทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของข้อมูล
การสร้างมาตรฐานในตลาดตราสารหนี้รวมถึงการให้บริการด้านต่างๆเพื่อส่งเสริมสภาพคล่องในการซื้อขาย
สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยมีบทบาทและหน้าที่ในการพัฒนาตลาดตราสารหนี้ของประเทศอยู่
4 ด้านดังนี้
1. การให้บริการและการเป็นศูนย์กลางข้อมูลตลาดตราสารหนี้
(Market Facilities)
·
การรับขึ้นทะเบียนตราสารหนี้
เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและความโปร่งใสในการเปิดเผย
ติดตามและตรวจสอบข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตราสารหนี้และผู้ออกตราสารหนี้
ศูนย์ซื้อขายฯรับขึ้นทะเบียนตราสารหนี้ที่ไม่ขัดต่อข้อกำหนดตาม
พรบ. หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
พ.ศ. 2535 และมีมูลค่าการออกไม่ต่ำกว่า
100 ล้านบาท
ทั้งนี้
ตราสารหนี้ที่ออกโดยภาครัฐทุกรุ่น
เช่น พันธบัตรรัฐบาล
พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ
ตั๋วเงินคลัง
จะขึ้นทะเบียนที่ศูนย์ซื้อขายฯโดยอัตโนมัติ
ส่วนหุ้นกู้ภาคเอกชน
จะขึ้นทะเบียนตามความสมัครใจของผู้ออกหุ้นกู้
·
การให้บริการข้อมูลตราสารหนี้
Thai BMA Bond Information Service (BIS) เพื่อเป็นสื่อกลางในการรวบรวมและเผยแพร่ข้อมูลต่างๆในตลาดตราสารหนี้
ผ่านทาง Internet ( www.
thaibma.or.th) ศูนย์ซื้อขายฯได้จัดเตรียมข้อมูลการซื้อขายในตลาดรองตราสารหนี้
ข้อมูลพื้นฐานของตราสารหนี้ขึ้นทะเบียน
ตลอดจนข่าวสารต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในตลาด
เพื่อเผยแพร่โดยได้เปิดให้บริการแก่สมาชิก
ผู้ลงทุน
และผู้สนใจทั่วไปทั้งในประเทศและต่างประเทศตั้งแต่เดือนพฤษภาคม
2542 เป็นต้นมา
2. การกำหนดวิธีปฎิบัติและมาตรฐานในตลาดตราสารหนี้
(Market Convention /Standard)
เพื่อให้สมาชิกและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องดำเนินธุรกรรมโดยมีมาตรฐานเดียวกัน
ศูนย์ซื้อขายฯได้กำหนด
มาตรฐานต่างๆที่ใช้ในตลาดตราสารหนี้
เช่น
·
การกำหนดมาตรฐานการคำนวณราคาและอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ประเภทต่างๆ
เช่น
ตราสารหนี้แบบปกติ
(Normal Bullet Bond),ตราสารหนี้ชนิดทยอยชำระคืนเงินต้น
(Amortizing Bond) และ
ตราสารหนี้ชนิดจ่ายดอกเบี้ยลอยตัว
(Floating Rate Note, FRN) เป็นต้น
·
การกำหนดสัญลักษณ์มาตรฐานของตราสารหนี้ภาครัฐและเอกชน
·
การกำหนดมาตรฐานด้านงานทะเบียนตราสารหนี้
·
การจัดทำสัญญาซื้อคืนมาตรฐานของตลาดตราสารหนี้
3. การพัฒนาตลาดตราสารหนี้
(Market Development)
เพื่อสนับสนุนการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของตลาดตราสารหนี้
สมาคมฯ ได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อส่ง
เสริมการซื้อขายตราสารหนี้
ได้แก่
·
การพัฒนา ThaiBMA
Government Bond Yield Curve เพื่อใช้เป็นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงในตลาดตราสารหนี้
·
การพัฒนา ThaiBMA
Government Bond Index เพื่อเป็นเครื่องมือในการติดตามความเคลื่อนไหวของตลาด
·
การพัฒนาระบบการซื้อขายตราสารหนี้ทางอิเล็กทรอนิกส์
(Fixed-income Electronic Trading Platform)เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและอำนวยความสะดวกในการซื้อขายตราสารหนี้ระหว่างสถาบันการเงิน
การพัฒนาเพื่อรองรับนวัตกรรมทางการเงิน
ประเภทใหม่ๆ
·
การพัฒนาเครื่องมือทางการเงิน
ระบบโครงสร้างพื้นฐานในตลาดตราสารหนี้ที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นภายใต้
แนวคิด
Intelligence
Tools ( i Tools) ที่ประกอบด้วย
1.
i Risk
เครื่องมือช่วยบริหารความเสี่ยงด้านตราสารหนี้
(Value at Risk (VaR) for Fixed-Income Portfolio) เพื่อใช้วัดมูลค่าความเสี่ยงของพอร์ตโฟลิโอในการลงทุนด้านตราสารหนี้ตามมาตรฐานสากล
รวมถึงการพัฒนาเพื่อให้สามารถวัดมูลค่าความเสี่ยงของหลักทรัพย์ทุกประเภทตามมาตรฐานของธนาคารแห่งประเทศไทยภายในอนาคตอันใกล้
2.
i Bond
กลุ่มเครื่องมือโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในตลาดตราสารหนี้
อาทิเช่น
Zero Coupon Yield Curve, Discount Factor
Curve, Cash Flow Pricing, Static Spread, Corporate
Spread อันเป็นกลุ่มเครื่องมือโครงสร้างพื้นฐานในตลาดตราสารหนี้เพื่อใช้ในการวิเคราะห์การลงทุน
การระดมทุน
การซื้อขายทั้งในตลาดตราสารหนี้และตราสารอนุพันธ์
รวมถึงการวิจัยและพัฒนาตลาดทุนในประเทศ
3.
i Deal
ระบบซื้อขายตราสารหนี้ทางอิเล็คทรอนิกส์
( Fixed-Income Electronic Trading Platform) เป็นระบบซื้อขายตราสารหนี้ที่ครอบคลุมธุรกรรมระหว่าง
Dealer-to-Dealer และ Dealer-to-Investor
ผ่านระบบอิเล็คทรอนิกส์ที่มีประสิทธิภาพ
รวดเร็ว
ปลอดภัยและทันสมัย
รวมถึงสามารถรายงานธุรกรรมการซื้อขายทุกรายการผ่านระบบมายังสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยตามประกาศคณะกรรมการ
กลต. ได้ทันที
4.
i Learn
การให้บริการความรู้ด้านตราสารหนี้
การทดสอบความรู้ด้านตราสารหนี้
รวมถึงการเผยแพร่
นวัตกรรมด้านตราสารหนี้รูปแบบใหม่ๆผ่านระบบ
E-Learning อันทันสมัย
4.
การเป็นองค์กรกำกับดูแลตนเอง
(SRO Function)
สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยได้ดำเนินงานโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อมุ่งไปสู่การพัฒนาเป็นองค์กรกำกับดูแล
ตนเองที่สมบูรณ์ในอนาคต
การดำเนินงานประกอบด้วย
·
การกำหนดจรรยาบรรณและข้อพึงปฏิบัติในตลาดรองตราสารหนี้
(Ethic & Code of Conduct) รวมถึงการกำหนดกระบวนการพิจารณาความผิดและการกำหนดบทลงโทษ
·
การขึ้นทะเบียนผู้ค้าตราสารหนี้
(Bond Trader Registration ) เพื่อส่งเสริมคุณภาพของผู้ค้าตราสารหนี้ให้มีความรู้ความสามารถและมีจรรยาบรรณในการปฏิบัติหน้าที่
ศูนย์ซื้อขายฯจึงได้กำหนดคุณสมบัติของผู้ค้าตราสารหนี้ขึ้นทะเบียนรวมถึงจัดการทดสอบเพื่อขึ้นทะเบียนผู้ค้าตราสารหนี้
ซึ่งสอดคล้องกับข้อกำหนดของสำนักงาน
ก.ล.ต.
ที่กำหนดให้ผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับการค้าตราสารหนี้ของบริษัทหลักทรัพย์ทุกรายต้องขึ้นทะเบียนกับศูนย์ซื้อขายฯ
โดยมีผลตั้งแต่วันที่
18 สิงหาคม 2543
เป็นต้นมา
·
การตรวจสอบรายงานและเผยแพร่ข้อมูลการซื้อขายตราสารหนี้
สำนักงาน ก.ล.ต.ได้กำหนดให้บริษัทหลักทรัพย์ทุกแห่งรายงานข้อมูลการซื้อขายตราสารหนี้มายังสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยเพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ของข้อมูลและความโปร่งใสของ
ตลาดตราสารหนี้มากขึ้นศูนย์ซื้อขายฯทำหน้าที่รวบรวมประมวลผลและตรวจสอบข้อมูลการซื้อขายและนำข้อมูลการซื้อขายออกเผยแพร่ทุกสิ้นวันเพื่อรายงานภาวะตลาด
และใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงในการลงทุน
3.
สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ซื้อและขายตราสารหนี้ด้วยหรือไม่
ตอบ
สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย
(ThaiBMA) ไม่ได้รับซื้อและขายตราสารหนี้โดยตรง
แต่ทำหน้าที่
ในการเป็นองค์กรกลางเพื่อการเผยแพร่ข้อมูลราคาตราสารหนี้ทั้งที่มีการซื้อขาย
และข้อมูลราคาที่
เกิดจากการ quote เข้ามาของสถาบันการเงินที่เป็นสมาชิกของสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย
ซึ่งหน้าที่
ดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในบทบาทและหน้าที่ของสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย
การซื้อขายตราสารหนี้ส่วนใหญ่เป็นการซื้อขายผ่านผู้ค้าตราสารหนี้
(Dealers) ซึ่งก็คือสถาบันการเงินที่มีใบอนุญาตในการค้าหลักทรัพย์อันเป็นตราสารแห่งหนี้และส่วนใหญ่ก็คือสมาชิกของสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย
(
ดูรายชื่อสมาชิกสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยใน
www.thaibond.com
หัวข้อ สมาชิกสมาคมฯ
)
สำหรับนักลงทุนรายย่อยและประชาชนทั่วไปที่สนใจลงทุน
และซื้อขายตราสารหนี้
สามารถเข้ามาค้นหาข้อมูลในเว็บไซต์
www.thaibond.com
ที่ศูนย์ซื้อขายฯจัดทำเพื่อนักลงทุนรายย่อยและประชาชนทั่วไปเป็นการเฉพาะ
โดยการเข้าไปที่หน้า
Bond Mart อันเป็นหน้าข้อมูลราคาตราสารหนี้ที่สถาบันการเงินต่างๆที่
quote ราคารับซื้อและเสนอขายตราสารหนี้สำหรับนักลงทุนรายย่อย
นอกจากนั้นนักลงทุนรายย่อยและผู้ที่สนใจทั่วไปยังสามารถคำนวณราคาตราสารหนี้ทุกรายการที่ขึ้นทะเบียนอยู่ในสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้นจากเว็บไซต์ดังกล่าว
4.
ถ้านักลงทุนรายย่อยหรือบุคคลธรรมดาจะลงทุนหรือซื้อ/ขายหุ้นกู้
ต้องทำอย่างไรบ้าง
ตอบ
ตลาดตราสารหนี้มีความแตกต่างอย่างชัดเจนจากตลาดทุนหรือตลาดหุ้นที่นักลงทุนรายย่อยคุ้นเคย
โดยประการแรก
ตลาดตราสารหนี้เป็นการซื้อขายในระบบเปิด
(Open Market) หรือ over
the counter คือจะไม่มีสถานที่ที่ทำการซื้อขายแน่นอน
และมิได้จำกัดกลุ่มผู้เล่นในตลาดไว้เพียงบริษัทหลักทรัพย์ที่มีใบอนุญาตนายหน้า(Broker)ดังเช่นการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยซึ่งเป็นระบบปิด
การซื้อขายตราสารหนี้สามารถทำได้หลายระดับ
โดยนักลงทุนอาจตกลงซื้อขายระหว่างกันเอง
หรืออาจซื้อขายกับผู้ค้าตราสารหนี้(Dealer)
โดย ณ
สิ้นเดือนตุลาคม 2546
มีบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตค้าหลักทรัพย์ประเภทตราสารหนี้จำนวน
60 บริษัท
ในกรณีที่เป็นบริษัทหลักทรัพย์
ใบอนุญาตค้าหลักทรัพย์จะครอบคลุมไปถึงการค้าตราสารทุนด้วย
แต่จะครอบคลุมเพียงการค้าตราสารหนี้ในกรณีที่เป็นธนาคารพาณิชย์และบริษัทเงินทุน
ลูกค้าทั้งรายย่อยและรายใหญ่ที่ต้องการซื้อหรือขายตราสารหนี้
สามารถติดต่อที่ฝ่ายค้าตราสารหนี้ของสถาบันการเงินต่างๆได้
การค้าจะทำโดยการเจรจาต่อรองระหว่าง
Dealer กับลูกค้าหรือนักลงทุนเพื่อตกลงราคาและปริมาณตราสารหนี้ที่ตนต้องการซื้อขาย
ซึ่งเป็นการดำเนินไปในลักษณะ
Over the counter เมื่อตกลงกันแล้วในรายการใด
การดำเนินการด้านการชำระเงินและส่งมอบตราสารก็จะเกิดขึ้นโดยส่วนงานที่เป็น
Back office ในปัจจุบันช่องทางที่ใช้ในการติดต่อระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายคือ
โทรศัพท์ Dealer นอกจากการโทรศัพท์คุยกับลูกค้าแล้วยังส่งคำเสนอซื้อ
(bid) และเสนอขาย
(offer) ตราสารหนี้เป็นประจำตามสื่อต่าง
ๆ เช่น หนังสือพิมพ์
สื่อ on-line ต่าง
ๆ รวมถึงหน้า Bond Mart ในเว็บไซต์
www.thaibond.com
แห่งนี้
เพื่อที่หากมีผู้สนใจที่จะซื้อ/ขายก็สามารถโทรศัพท์ติดต่อกับ
dealer รายนั้นได้
นักลงทุนที่มีความสนใจที่จะลงทุนในตราสารหนี้สามารถลงทุนได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม
โดยทางตรงหมายถึง
การที่นักลงทุนเข้าไปซื้อในตลาดแรกเมื่อผู้ออกตราสารหนี้เสนอขายตราสารหนี้ในกรณีที่ผู้ออกเสนอขายเป็นการทั่วไป
หรือการที่นักลงทุนทำการซื้อ/ขายตราสารหนี้นั้นโดยตรงกับ
dealer ตามราคาเสนอซื้อ/เสนอขายที่
dealer นั้น
ประกาศตามสื่อต่าง ๆ
รวมถึง Bond Mart
ของ Thaibond.com ตามที่กล่าวแล้ว
ส่วนการลงทุนทางอ้อม
หมายถึง
การซื้อกองทุนรวมที่มีวัตถุประสงค์ในการลงทุนในตราสารหนี้เป็นหลัก
(fixed income fund) ซึ่งในปัจจุบันมีอยู่มากมายหลายประเภทให้นักลงทุนสามารถเลือกลงทุนได้ตามวัตถุประสงค์ของตนเอง
หรือลงทุนโดยผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ
ซึ่งกองทุนเหล่านี้จะนำเงินที่ได้ไปลงทุนในตราสารหนี้
และตราสารอื่น ๆ
อีกต่อหนึ่ง
5.
อยากรู้ว่าหุ้นกู้ที่ถืออยู่มีราคาเท่าไรต้องทำอย่างไร
ตอบ
สำหรับราคารับซื้อหรือเสนอขายสำหรับผู้ลงทุนรายย่อย
สามารถเข้าไปดูได้ที่หน้า
Bond
Mart ใน Thaibond.com ซึ่งจะมีราคารับซื้อจาก
Dealers ต่างๆ
แต่หากไม่มีราคาเสนอซื้อ
ก็สามารถโทรศัพท์ติดต่อสอบถาม
Dealer แต่ละแห่ง
6.
นักลงทุนรายย่อยหรือบุคคลธรรมดาควรจะขายหุ้นกู้ที่ถืออยู่เมื่อไร
ตอบ
การซื้อขายตราสารหนี้มีค่าใช้จ่ายทั้งในส่วนของค่าธรรมเนียม
และค่าใช้จ่ายอันเนื่องจากส่วนต่าง
ซึ่งจะสูญไปเมื่อ
ซื้อมาและขายไป
รวมทั้งการลงทุนในตราสารหนี้เพื่อมีจุดมุ่งหมายจากการเก็งกำไร
ทำได้ไม่ง่ายนัก
และไม่แนะนำในกรณีของนักลงทุนรายย่อยซึ่งมีขนาดพอร์ตขนาดเล็ก
ดังนั้นนักลงทุนรายย่อยควรเน้นการลงทุนตราสารหนี้เพื่อการลงทุน
หรือออมเงินระยะยาว
โดยใช้ข้อดีของตราสารหนี้คือ
มีความเสี่ยงต่ำ
มีผลตอบแทนคงที่
และมีอายุการลงทุนให้เลือกในระยะยาวกว่าการฝากเงิน
ดังนั้นการลงทุนของรายย่อยแนะนำให้เป็นการลงทุนเพื่อถือจนสิ้นอายุ
นอกจากมีความจำเป็นอย่างมาก
ถึงจะแนะนำให้ขายตราสารหนี้
ความจำเป็นที่กล่าวคือ
ความจำเป็นต้องใช้เงินของผู้ถือ
หรือ
ผู้ถือเล็งเห็นว่า
ผู้ออกตราสารหนี้มีความน่าเชื่อถือลดลงๆ
และเล็งเห็นว่า
ตราสารหนี้ที่ถือไว้มีความเสี่ยงจนเกินไป
หรือผู้ถือเล็งเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยกำลังจะปรับตัวสูงขึ้น
ซึ่งในกรณีนี้ถือเป็นการเก็งกำไรอย่างหนึ่ง
ถ้าไม่มีสภาวการณ์ที่น่าเชื่อถือจริงๆ
ก็ไม่ควรนำออกขายเพื่อเก็งกำไร
กรณีอีกอย่างหนึ่งที่อาจทำให้ผู้ถือขายตราสารหนี้คือ
การเปลี่ยนแแปลงแผนการออมของผู้ถือ
ซึ่งผู้ถืออาจต้องการขายตราสารหนี้เพื่อซื้อตราสารหนี้ที่มีอายุตามที่ต้องการตามแผนการออม
7.
หากมีสถาบันการเงินเสนอให้ซื้อหรือลงทุนในหุ้นกู้
ควรต้องพิจารณาอะไรบ้างและจะทราบได้อย่างไรว่าควรลงทุนหรือไม่
ตอบ
ในการลงทุนหุ้นกู้หรือตราสารหนี้ ควรเป็นไปตามแผนการลงทุน หรือแผนการออมเงินของเรา
เงินออม
ส่วนที่นำมาซื้อตราสารหนี้ควรเป็นเงินออมส่วนที่ต้องการความมั่นคง
มากกว่าความเสี่ยง
แต่มีอายุการลงทุนแน่นอน เช่น ต้อวการออมเงินส่วนนี้เป็นเวลา 5 ปี
ถ้ามีความจำเป็นต้องการใช้เงินอาจจำเป็น
ต้องขายในตลาด หรือนำตราสารหนี้ไปจำนำ ซึ่งอาจทำให้เกิดการขาดทุนได้
ถ้าไม่มั่นใจอาจใช้วิธีลงทุนใน
ตราสารหนี้ที่มีการจ่ายคูปองเป็นแบบอัตราดอกเบี้ยลอยตัว ดังนั้นการพิจารณาซื้อตราสารหนี้ที่นำมาเสนอขาย
ควรศึกษาตราสารหนี้ที่นำมาเสนอขายในสองส่วน ส่วนแรกคือ ความเสี่ยง ว่าเป็นหุ้นกู้ของใคร
มีอันดับความ
น่าเชื่อถือเป็นเช่นไร และพิจารณาแล้วว่ามีความเสี่ยงอยู่ในระดับที่พอยอมรับได้ ส่วนที่สองคือ
ตัวตราสารหนี้เองว่า มีอายุกี่ปี มีการจ่ายคูปองอย่างไร เป็นอัตราคงที่ หรืออัตราลอยตัว และมีข้อกำหนดอื่นๆ
หรือไม่มีความเหมาะสมต่อแผนการลงทุนของเราอย่างไร
8. มีเงินจะลงทุน
อยากทราบว่าต้องดูหุ้นกู้ตัวไหนว่าลงทุนแล้วได้กำไร
ตอบ
การลงทุนในตราสารหนี้
ควรมุ่งเน้นเป็นการออมระยะยาวมากกว่าการลงทุนเพื่อเก็งกำไร
ดังนั้นการลงทุนของรายย่อย
ควรจะถือจนครบกำหนดไถ่ถอน
การลงทุนควรพิจารณาถึง
ความเสี่ยงที่ยอมรับได้
โดยพิจารณาจาก
ความน่าเชื่อถือของผู้ออกตราสารหนี้โดยเฉพาะข้อมูลจากการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของสถาบันที่ทำหน้าที่นี้โดยเฉพาะ
เช่น FITCH และ TRIS
เป็นต้น
จากนั้นควรพิจารณาจากข้อมูลตราสารหนี้ว่า
คุณสมบัติต่างๆ
เป็นไปตามแผนการออมของเรา
เช่น
ในกรณีที่มีแผนการออมแน่นอน
เราอาจพิจารณาลงทุนตราสารหนี้ที่มีอายุตรงกับแผนการออม
ถ้าที่ต้องการเงินเป็นระยะๆ
เพื่อใช้จ่าย
อาจพิจารณาหุ้นกู้ชนิดทยอยจ่ายคืนเงินต้น
หรือในกรณีที่จะต้องใช้เงิน
อาจทดแทนความเสี่ยงจากการขาดทุนในการขายตราสารหนี้ได้โดยการถือหุ้นกู้ที่มีอัตราดอกเบี้ยลอยตัวแทน
แต่เสี่ยง
ในกรณีนี้ผู้ถือก็จะมีความเสี่ยงในแง่ของผลตอบแทนจากอัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋วที่เปลี่ยนแปลงไปได้
ตามอัตราดอกเบี้ยที่ตราสารหนี้นั้นๆ
ใช้อ้างอิงได้
9. หากอยากทราบว่ามีหุ้นกู้ตัวไหนจะออกบ้าง
เพื่อที่จะพิจารณาลงทุนจะหาข้อมูลได้ที่ไหน
ตอบ
เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุนในการศึกษาข้อมูลตราสารหนี้ก่อนการลงทุน
สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยได้จัดเตรียมข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับการออกหุ้นกู้ใหม่นำเสนอให้กับนักลงทุน
ทราบทาง www.thaibond.com
นักลงทุนสามารถเรียกดูได้จากหัวข้อ
ข่าวตราสารหนี้
ซึ่งข่าวสารที่จัดเตรียม
ให้เป็นข่าวที่ได้รับจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้
รวมทั้งได้รับการอัพเดทให้ทันสมัยอยู่เสมอ
นอกจากนี้แล้ว
ศูนย์ซื้อขายตราสารหนี้ได้จัดเตรียมข่าวสารด้านอื่นที่เป็นประโยชน์แก่นักลงทุน
อาทิ
ความเคลื่อนไหวของ
ผู้ออกหุ้นกู้และหุ้นกู้แต่ละชุดการปรับอันดับความน่าเชื่อถือ
และการปรับอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงต่าง
ๆ เป็นต้น
10. จะทราบได้อย่างไรว่าตราสารหนี้ตัวไหนขึ้นทะเบียนและไม่ได้ขึ้นทะเบียนในสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย
ตอบ
นักลงทุนสามารถตรวจสอบได้ว่าตราสารหนี้ใดเป็นตราสารหนี้ที่ขึ้นทะเบียนกับสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยได้จาก
www.thaibond.com ในหัวข้อ
ค้นหาหุ้นกู้
ซึ่งในการค้นหานั้นนักลงทุนเพียงทราบสัญลักษณ์ตราสารหนี้
(ThaiBMA symbol) ของตราสารหนี้ที่ต้องการตรวจสอบ
เท่านี้ก็สามารถตรวจสอบได้โดยง่าย
ซึ่งตราสารหนี้ที่ขึ้นทะเบียนกับสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย
ทางเราได้จัดเตรียมข้อมูลที่เป็นประโยชน์สำหรับนักลงทุน
ทั้งทางด้านรายละเอียดของหุ้นกู้
การคำนวณราคา
หนังสือชี้ชวน
รวมทั้งข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับหุ้นกู้
เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุน
11.
ก11.
การนำหุ้นกู้มาขึ้นทะเบียนในสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยมีขั้นตอนอย่างไรและเสียค่าธรรมเนียมเท่าไร
ตอบ ตอบ
ศูนย์ซื้อขายตราสารหนี้มีนโยบายส่งเสริมให้ผู้ออกหุ้นกู้นำหุ้นกู้มาขึ้นทะเบียน เพื่อให้หุ้นกู้เกิดสภาพคล่อง
การสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กรผู้ออกหุ้นกู้ รวมทั้งนักลงทุนมีข้อมูลข่าวสารประกอบการตัดสินใจลงทุน
ดังนั้น การนำหุ้นกู้เข้าขึ้นทะเบียนกับสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยจึงมีขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยาก
เพียงผู้ออกหุ้นกู้
ติดต่อกับผู้จัดการจำหน่าย หรือที่ปรึกษาทางการเงินที่เป็นสมาชิกของสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย
เพียงเท่านี้สมาชิกของเราก็จะดำเนินการนำหุ้นเข้าขึ้นทะเบียนแทนผู้ออกหุ้นกู้
ซึ่งวิธีการนี้ทำให้ผู้ออกหุ้นกู้จะ
ได้รับความสะดวกและรวดเร็วสำหรับค่าธรรมเนียมการนำหุ้นเข้าจดทะเบียน ทางเราพิจารณาจาก
มูลค่าของหุ้นกู้ที่ออก รวมทั้งอายุของหุ้นกู้
นอกจากนี้ยังมีส่วนลดให้กับผู้ออกหุ้นกู้ที่นำหุ้นขึ้นทะเบียน
กับสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยมากว่า 3 ชุด ในรอบปี ปฏิทิน
สำหรับรายละเอียดของการคิดค่า
ธรรมเนียมสามารถติดต่อได้ที่ฝ่ายตราสารหนี้ขึ้นทะเบียน
12. ต้องการสมัครเป็นสมาชิกสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยต้องทำอย่างไรบ้าง
ตอบ
สมาชิกศูนย์ซื้อขายฯต้องเป็นสถาบันการเงินที่มีใบอนุญาตในการค้าหลักทรัพย์อันเป็น
ตราสารแห่งหนี้ที่ได้รับความเห็นชอบโดยคณะกรรมการ ก.ล.ต.
ปัจจุบันสมาชิกศูนย์ซื้อขาย
ตราสารหนี้ไทย ณ วันที่ 5 พฤศจิกายน 2546 มีทั้งสิ้น 46 บริษัทซึ่งประกอบด้วย ธนาคารพาณิชย์ไทย 8 แห่ง
ธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ 8 แห่ง และบริษัทหลักทรัพย์ 30 บริษัท
|