คำถามยอดฮิต
ตลาดรองตราสารหนี้ คืออะไร  
สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยคืออะไร มีบทบาทและหน้าที่อะไรบ้าง
สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยเป็น
องค์กรที่ทำหน้าที่ซื้อและขายตราสารหนี้ด้วยหรือไม
่ 
ถ้านักลงทุนรายย่อยหรือบุคคลธรรมดาจะลงทุนหรือซื้อ/ขายหุ้นกู้ ต้องทำอย่างไรบ้าง
อยากรู้ว่าหุ้นกู้ที่ถืออยู่มีราคาเท่าไรต้องทำอย่างไร 
นักลงทุนรายย่อยหรือบุคคลธรรมดาควรจะขายหุ้นกู้ที่ถืออยู่เมื่อไร  
หากมีสถาบันการเงินเสนอให้ซื้อหรือลงทุนในหุ้นกู้  ควรต้องพิจารณาอะไรบ้างและจะทราบได้อย่างไรว่าควรลงทุนหรือไม  
มีเงินจะลงทุน อยากทราบว่าต้องดูหุ้นกู้ตัวไหนว่าลงทุนแล้วได้กำไร  
หากอยากทราบว่ามีหุ้นกู้ตัวไหนจะออกบ้าง เพื่อที่จะพิจารณาลงทุนจะหาข้อมูลได้ที่ไหน
จะทราบได้อย่างไรว่าตราสารหนี้ตัวไหนขึ้นทะเบียนและไม่ได้ขึ้นทะเบียนในสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย 
การนำหุ้นกู้มาขึ้นทะเบียนในสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยมีขั้นตอนอย่างไรและเสียค่าธรรมเนียมเท่าไร
ต้องการสมัครเป็นสมาชิกสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยต้องทำอย่างไรบ้าง

 

 

1. ตลาดรองตราสารหนี้ คืออะไร

ตอบ ตลาดรอง ( Secondary Market ) คือการซื้อขายเปลี่ยนมือเพื่อสภาพคล่องให้แก่หลักทรัพย์หลังจากที่หลักทรัพย์นั้นได้ออกและเสนอขายให้แก่นักลงทุนผู้ซื้อมือแรก  สำหรับตลาดตราสารหนี้ขั้นตอนที่ผู้ออกตราสารหนี้ (Issuer)ออกตราสารหนี้(หุ้นกู้หรือพันธบัตร)เสนอขายให้แก่นักลงทุนรายแรกเรียกว่าตลาดแรก (Primary market) หลังจากผู้ชื้อหรือนักลงทุนมือแรกต้องการขายตราสารหนี้ก่อนตราสารดังกล่าวครบกำหนดไถ่ถอนให้แก่นักลงทุนรายต่อๆไปขั้นตอนดังกล่าวเรียกว่าการซื้อขายในตลาดรอง ( Secondary market )  สำหรับตลาดตราสารหนี้ในประเทศไทยการซื้อขายเปลี่ยนมือในตลาดรองส่วนใหญ่เป็นการทำธุรกรรมผ่านผู้ค้าตราสารหนี้ (Dealers)

2. สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยคืออะไร มีบทบาทและหน้าที่อะไรบ้าง

ตอบ  สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นตลาดรองของการซื้อขายตราสารหนี้ โดยทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของข้อมูล การสร้างมาตรฐานในตลาดตราสารหนี้รวมถึงการให้บริการด้านต่างๆเพื่อส่งเสริมสภาพคล่องในการซื้อขาย

 สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยมีบทบาทและหน้าที่ในการพัฒนาตลาดตราสารหนี้ของประเทศอยู่ 4 ด้านดังนี้

                 1. การให้บริการและการเป็นศูนย์กลางข้อมูลตลาดตราสารหนี้ (Market Facilities)

·        การรับขึ้นทะเบียนตราสารหนี้ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและความโปร่งใสในการเปิดเผย ติดตามและตรวจสอบข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตราสารหนี้และผู้ออกตราสารหนี้ ศูนย์ซื้อขายฯรับขึ้นทะเบียนตราสารหนี้ที่ไม่ขัดต่อข้อกำหนดตาม พรบ. หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.. 2535 และมีมูลค่าการออกไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท ทั้งนี้ ตราสารหนี้ที่ออกโดยภาครัฐทุกรุ่น เช่น พันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ ตั๋วเงินคลัง จะขึ้นทะเบียนที่ศูนย์ซื้อขายฯโดยอัตโนมัติ ส่วนหุ้นกู้ภาคเอกชน จะขึ้นทะเบียนตามความสมัครใจของผู้ออกหุ้นกู้

·        การให้บริการข้อมูลตราสารหนี้ “Thai BMA Bond Information Service (BIS)” เพื่อเป็นสื่อกลางในการรวบรวมและเผยแพร่ข้อมูลต่างๆในตลาดตราสารหนี้ ผ่านทาง Internet ( www. thaibma.or.th) ศูนย์ซื้อขายฯได้จัดเตรียมข้อมูลการซื้อขายในตลาดรองตราสารหนี้ ข้อมูลพื้นฐานของตราสารหนี้ขึ้นทะเบียน ตลอดจนข่าวสารต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนในตลาด เพื่อเผยแพร่โดยได้เปิดให้บริการแก่สมาชิก ผู้ลงทุน และผู้สนใจทั่วไปทั้งในประเทศและต่างประเทศตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2542 เป็นต้นมา

             2. การกำหนดวิธีปฎิบัติและมาตรฐานในตลาดตราสารหนี้ (Market Convention /Standard)

                เพื่อให้สมาชิกและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องดำเนินธุรกรรมโดยมีมาตรฐานเดียวกัน ศูนย์ซื้อขายฯได้กำหนด
                มาตรฐานต่างๆที่ใช้ในตลาดตราสารหนี้ เช่น

·        การกำหนดมาตรฐานการคำนวณราคาและอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ประเภทต่างๆ เช่น 
 ตราสารหนี้แบบปกติ
(Normal Bullet Bond),ตราสารหนี้ชนิดทยอยชำระคืนเงินต้น (Amortizing Bond) และ 
 ตราสารหนี้ชนิดจ่ายดอกเบี้ยลอยตัว
(Floating Rate Note, FRN) เป็นต้น

·        การกำหนดสัญลักษณ์มาตรฐานของตราสารหนี้ภาครัฐและเอกชน

·        การกำหนดมาตรฐานด้านงานทะเบียนตราสารหนี้

·        การจัดทำสัญญาซื้อคืนมาตรฐานของตลาดตราสารหนี้

            3. การพัฒนาตลาดตราสารหนี้ (Market Development)

เพื่อสนับสนุนการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของตลาดตราสารหนี้ สมาคมฯ ได้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อส่ง
                เสริมการซื้อขายตราสารหนี้ ได้แก่

·        การพัฒนา ThaiBMA Government Bond Yield Curve เพื่อใช้เป็นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงในตลาดตราสารหนี้

·        การพัฒนา ThaiBMA Government Bond Index เพื่อเป็นเครื่องมือในการติดตามความเคลื่อนไหวของตลาด

·        การพัฒนาระบบการซื้อขายตราสารหนี้ทางอิเล็กทรอนิกส์ (Fixed-income Electronic Trading Platform)เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและอำนวยความสะดวกในการซื้อขายตราสารหนี้ระหว่างสถาบันการเงิน  การพัฒนาเพื่อรองรับนวัตกรรมทางการเงิน ประเภทใหม่ๆ

·        การพัฒนาเครื่องมือทางการเงิน  ระบบโครงสร้างพื้นฐานในตลาดตราสารหนี้ที่มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้นภายใต้
แนวคิด
Intelligence Tools ( i Tools) ที่ประกอบด้วย

       1.    i Risk เครื่องมือช่วยบริหารความเสี่ยงด้านตราสารหนี้ (Value at Risk (VaR) for Fixed-Income Portfolio) เพื่อใช้วัดมูลค่าความเสี่ยงของพอร์ตโฟลิโอในการลงทุนด้านตราสารหนี้ตามมาตรฐานสากล           รวมถึงการพัฒนาเพื่อให้สามารถวัดมูลค่าความเสี่ยงของหลักทรัพย์ทุกประเภทตามมาตรฐานของธนาคารแห่งประเทศไทยภายในอนาคตอันใกล้

      2.    i Bond  กลุ่มเครื่องมือโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในตลาดตราสารหนี้  อาทิเช่น  Zero Coupon Yield Curve, Discount Factor Curve, Cash Flow Pricing, Static Spread, Corporate Spread  อันเป็นกลุ่มเครื่องมือโครงสร้างพื้นฐานในตลาดตราสารหนี้เพื่อใช้ในการวิเคราะห์การลงทุน การระดมทุน การซื้อขายทั้งในตลาดตราสารหนี้และตราสารอนุพันธ์ รวมถึงการวิจัยและพัฒนาตลาดทุนในประเทศ

      3.    i Deal  ระบบซื้อขายตราสารหนี้ทางอิเล็คทรอนิกส์ ( Fixed-Income Electronic Trading Platform) เป็นระบบซื้อขายตราสารหนี้ที่ครอบคลุมธุรกรรมระหว่าง Dealer-to-Dealer และ Dealer-to-Investor ผ่านระบบอิเล็คทรอนิกส์ที่มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว ปลอดภัยและทันสมัย รวมถึงสามารถรายงานธุรกรรมการซื้อขายทุกรายการผ่านระบบมายังสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยตามประกาศคณะกรรมการ กลต. ได้ทันที

      4.    i Learn การให้บริการความรู้ด้านตราสารหนี้ การทดสอบความรู้ด้านตราสารหนี้ รวมถึงการเผยแพร่ นวัตกรรมด้านตราสารหนี้รูปแบบใหม่ๆผ่านระบบ E-Learning อันทันสมัย

4. การเป็นองค์กรกำกับดูแลตนเอง (SRO Function)

                 สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยได้ดำเนินงานโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อมุ่งไปสู่การพัฒนาเป็นองค์กรกำกับดูแล
                 ตนเองที่สมบูรณ์ในอนาคต การดำเนินงานประกอบด้วย

·        การกำหนดจรรยาบรรณและข้อพึงปฏิบัติในตลาดรองตราสารหนี้ (Ethic & Code of Conduct) รวมถึงการกำหนดกระบวนการพิจารณาความผิดและการกำหนดบทลงโทษ

·        การขึ้นทะเบียนผู้ค้าตราสารหนี้ (Bond Trader Registration ) เพื่อส่งเสริมคุณภาพของผู้ค้าตราสารหนี้ให้มีความรู้ความสามารถและมีจรรยาบรรณในการปฏิบัติหน้าที่ ศูนย์ซื้อขายฯจึงได้กำหนดคุณสมบัติของผู้ค้าตราสารหนี้ขึ้นทะเบียนรวมถึงจัดการทดสอบเพื่อขึ้นทะเบียนผู้ค้าตราสารหนี้ ซึ่งสอดคล้องกับข้อกำหนดของสำนักงาน ก... ที่กำหนดให้ผู้รับผิดชอบเกี่ยวกับการค้าตราสารหนี้ของบริษัทหลักทรัพย์ทุกรายต้องขึ้นทะเบียนกับศูนย์ซื้อขายฯ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2543 เป็นต้นมา

·        การตรวจสอบรายงานและเผยแพร่ข้อมูลการซื้อขายตราสารหนี้ สำนักงาน ก...ได้กำหนดให้บริษัทหลักทรัพย์ทุกแห่งรายงานข้อมูลการซื้อขายตราสารหนี้มายังสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยเพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ของข้อมูลและความโปร่งใสของ ตลาดตราสารหนี้มากขึ้นศูนย์ซื้อขายฯทำหน้าที่รวบรวมประมวลผลและตรวจสอบข้อมูลการซื้อขายและนำข้อมูลการซื้อขายออกเผยแพร่ทุกสิ้นวันเพื่อรายงานภาวะตลาด และใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงในการลงทุน

 

3. สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ซื้อและขายตราสารหนี้ด้วยหรือไม่

ตอบ  สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ไม่ได้รับซื้อและขายตราสารหนี้โดยตรง แต่ทำหน้าที่ ในการเป็นองค์กรกลางเพื่อการเผยแพร่ข้อมูลราคาตราสารหนี้ทั้งที่มีการซื้อขาย และข้อมูลราคาที่ เกิดจากการ quote เข้ามาของสถาบันการเงินที่เป็นสมาชิกของสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย ซึ่งหน้าที่ ดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในบทบาทและหน้าที่ของสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย

      การซื้อขายตราสารหนี้ส่วนใหญ่เป็นการซื้อขายผ่านผู้ค้าตราสารหนี้ (Dealers) ซึ่งก็คือสถาบันการเงินที่มีใบอนุญาตในการค้าหลักทรัพย์อันเป็นตราสารแห่งหนี้และส่วนใหญ่ก็คือสมาชิกของสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย

( ดูรายชื่อสมาชิกสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยใน www.thaibond.com หัวข้อ “ สมาชิกสมาคมฯ “ )  

สำหรับนักลงทุนรายย่อยและประชาชนทั่วไปที่สนใจลงทุน และซื้อขายตราสารหนี้ สามารถเข้ามาค้นหาข้อมูลในเว็บไซต์ www.thaibond.com ที่ศูนย์ซื้อขายฯจัดทำเพื่อนักลงทุนรายย่อยและประชาชนทั่วไปเป็นการเฉพาะ โดยการเข้าไปที่หน้า Bond Mart อันเป็นหน้าข้อมูลราคาตราสารหนี้ที่สถาบันการเงินต่างๆที่ quote ราคารับซื้อและเสนอขายตราสารหนี้สำหรับนักลงทุนรายย่อย   นอกจากนั้นนักลงทุนรายย่อยและผู้ที่สนใจทั่วไปยังสามารถคำนวณราคาตราสารหนี้ทุกรายการที่ขึ้นทะเบียนอยู่ในสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้นจากเว็บไซต์ดังกล่าว

 

4. ถ้านักลงทุนรายย่อยหรือบุคคลธรรมดาจะลงทุนหรือซื้อ/ขายหุ้นกู้ ต้องทำอย่างไรบ้าง

ตอบ  ตลาดตราสารหนี้มีความแตกต่างอย่างชัดเจนจากตลาดทุนหรือตลาดหุ้นที่นักลงทุนรายย่อยคุ้นเคย โดยประการแรก ตลาดตราสารหนี้เป็นการซื้อขายในระบบเปิด (Open Market) หรือ over the counter คือจะไม่มีสถานที่ที่ทำการซื้อขายแน่นอน และมิได้จำกัดกลุ่มผู้เล่นในตลาดไว้เพียงบริษัทหลักทรัพย์ที่มีใบอนุญาตนายหน้า(Broker)ดังเช่นการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยซึ่งเป็นระบบปิด การซื้อขายตราสารหนี้สามารถทำได้หลายระดับ โดยนักลงทุนอาจตกลงซื้อขายระหว่างกันเอง หรืออาจซื้อขายกับผู้ค้าตราสารหนี้(Dealer) โดย ณ สิ้นเดือนตุลาคม 2546 มีบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตค้าหลักทรัพย์ประเภทตราสารหนี้จำนวน 60 บริษัท ในกรณีที่เป็นบริษัทหลักทรัพย์ ใบอนุญาตค้าหลักทรัพย์จะครอบคลุมไปถึงการค้าตราสารทุนด้วย แต่จะครอบคลุมเพียงการค้าตราสารหนี้ในกรณีที่เป็นธนาคารพาณิชย์และบริษัทเงินทุน
ลูกค้าทั้งรายย่อยและรายใหญ่ที่ต้องการซื้อหรือขายตราสารหนี้ สามารถติดต่อที่ฝ่ายค้าตราสารหนี้ของสถาบันการเงินต่างๆได้ การค้าจะทำโดยการเจรจาต่อรองระหว่าง Dealer กับลูกค้าหรือนักลงทุนเพื่อตกลงราคาและปริมาณตราสารหนี้ที่ตนต้องการซื้อขาย ซึ่งเป็นการดำเนินไปในลักษณะ Over the counter เมื่อตกลงกันแล้วในรายการใด การดำเนินการด้านการชำระเงินและส่งมอบตราสารก็จะเกิดขึ้นโดยส่วนงานที่เป็น Back office ในปัจจุบันช่องทางที่ใช้ในการติดต่อระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายคือ โทรศัพท์ Dealer นอกจากการโทรศัพท์คุยกับลูกค้าแล้วยังส่งคำเสนอซื้อ (bid) และเสนอขาย (offer) ตราสารหนี้เป็นประจำตามสื่อต่าง ๆ เช่น หนังสือพิมพ์ สื่อ on-line ต่าง ๆ รวมถึงหน้า Bond Mart ในเว็บไซต์ www.thaibond.com แห่งนี้ เพื่อที่หากมีผู้สนใจที่จะซื้อ/ขายก็สามารถโทรศัพท์ติดต่อกับ dealer รายนั้นได้  

นักลงทุนที่มีความสนใจที่จะลงทุนในตราสารหนี้สามารถลงทุนได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยทางตรงหมายถึง การที่นักลงทุนเข้าไปซื้อในตลาดแรกเมื่อผู้ออกตราสารหนี้เสนอขายตราสารหนี้ในกรณีที่ผู้ออกเสนอขายเป็นการทั่วไป หรือการที่นักลงทุนทำการซื้อ/ขายตราสารหนี้นั้นโดยตรงกับ dealer ตามราคาเสนอซื้อ/เสนอขายที่ dealer นั้น ประกาศตามสื่อต่าง ๆ รวมถึง Bond Mart  ของ Thaibond.com ตามที่กล่าวแล้ว  ส่วนการลงทุนทางอ้อม หมายถึง การซื้อกองทุนรวมที่มีวัตถุประสงค์ในการลงทุนในตราสารหนี้เป็นหลัก (fixed income fund) ซึ่งในปัจจุบันมีอยู่มากมายหลายประเภทให้นักลงทุนสามารถเลือกลงทุนได้ตามวัตถุประสงค์ของตนเอง หรือลงทุนโดยผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ซึ่งกองทุนเหล่านี้จะนำเงินที่ได้ไปลงทุนในตราสารหนี้ และตราสารอื่น ๆ อีกต่อหนึ่ง

 

5. อยากรู้ว่าหุ้นกู้ที่ถืออยู่มีราคาเท่าไรต้องทำอย่างไร

ตอบ สำหรับราคารับซื้อหรือเสนอขายสำหรับผู้ลงทุนรายย่อย สามารถเข้าไปดูได้ที่หน้า Bond Mart ใน Thaibond.com ซึ่งจะมีราคารับซื้อจาก Dealers ต่างๆ แต่หากไม่มีราคาเสนอซื้อ ก็สามารถโทรศัพท์ติดต่อสอบถาม Dealer แต่ละแห่ง

 

6. นักลงทุนรายย่อยหรือบุคคลธรรมดาควรจะขายหุ้นกู้ที่ถืออยู่เมื่อไร

ตอบ การซื้อขายตราสารหนี้มีค่าใช้จ่ายทั้งในส่วนของค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายอันเนื่องจากส่วนต่าง ซึ่งจะสูญไปเมื่อ ซื้อมาและขายไป รวมทั้งการลงทุนในตราสารหนี้เพื่อมีจุดมุ่งหมายจากการเก็งกำไร ทำได้ไม่ง่ายนัก และไม่แนะนำในกรณีของนักลงทุนรายย่อยซึ่งมีขนาดพอร์ตขนาดเล็ก ดังนั้นนักลงทุนรายย่อยควรเน้นการลงทุนตราสารหนี้เพื่อการลงทุน หรือออมเงินระยะยาว โดยใช้ข้อดีของตราสารหนี้คือ มีความเสี่ยงต่ำ มีผลตอบแทนคงที่ และมีอายุการลงทุนให้เลือกในระยะยาวกว่าการฝากเงิน ดังนั้นการลงทุนของรายย่อยแนะนำให้เป็นการลงทุนเพื่อถือจนสิ้นอายุ นอกจากมีความจำเป็นอย่างมาก ถึงจะแนะนำให้ขายตราสารหนี้ ความจำเป็นที่กล่าวคือ ความจำเป็นต้องใช้เงินของผู้ถือ หรือ ผู้ถือเล็งเห็นว่า ผู้ออกตราสารหนี้มีความน่าเชื่อถือลดลงๆ และเล็งเห็นว่า ตราสารหนี้ที่ถือไว้มีความเสี่ยงจนเกินไป หรือผู้ถือเล็งเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยกำลังจะปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งในกรณีนี้ถือเป็นการเก็งกำไรอย่างหนึ่ง ถ้าไม่มีสภาวการณ์ที่น่าเชื่อถือจริงๆ ก็ไม่ควรนำออกขายเพื่อเก็งกำไร กรณีอีกอย่างหนึ่งที่อาจทำให้ผู้ถือขายตราสารหนี้คือ การเปลี่ยนแแปลงแผนการออมของผู้ถือ ซึ่งผู้ถืออาจต้องการขายตราสารหนี้เพื่อซื้อตราสารหนี้ที่มีอายุตามที่ต้องการตามแผนการออม

 

7. หากมีสถาบันการเงินเสนอให้ซื้อหรือลงทุนในหุ้นกู้  ควรต้องพิจารณาอะไรบ้างและจะทราบได้อย่างไรว่าควรลงทุนหรือไม่

         ตอบ ในการลงทุนหุ้นกู้หรือตราสารหนี้ ควรเป็นไปตามแผนการลงทุน หรือแผนการออมเงินของเรา เงินออม
         ส่วนที่นำมาซื้อตราสารหนี้ควรเป็นเงินออมส่วนที่ต้องการความมั่นคง มากกว่าความเสี่ยง 
         แต่มีอายุการลงทุนแน่นอน เช่น ต้อวการออมเงินส่วนนี้เป็นเวลา 5 ปี ถ้ามีความจำเป็นต้องการใช้เงินอาจจำเป็น
         ต้องขายในตลาด หรือนำตราสารหนี้ไปจำนำ ซึ่งอาจทำให้เกิดการขาดทุนได้ ถ้าไม่มั่นใจอาจใช้วิธีลงทุนใน
         ตราสารหนี้ที่มีการจ่ายคูปองเป็นแบบอัตราดอกเบี้ยลอยตัว ดังนั้นการพิจารณาซื้อตราสารหนี้ที่นำมาเสนอขาย 
         ควรศึกษาตราสารหนี้ที่นำมาเสนอขายในสองส่วน ส่วนแรกคือ ความเสี่ยง ว่าเป็นหุ้นกู้ของใคร มีอันดับความ
         น่าเชื่อถือเป็นเช่นไร และพิจารณาแล้วว่ามีความเสี่ยงอยู่ในระดับที่พอยอมรับได้ ส่วนที่สองคือ 
         ตัวตราสารหนี้เองว่า มีอายุกี่ปี มีการจ่ายคูปองอย่างไร เป็นอัตราคงที่ หรืออัตราลอยตัว และมีข้อกำหนดอื่นๆ 
         หรือไม่มีความเหมาะสมต่อแผนการลงทุนของเราอย่างไร

 

8. มีเงินจะลงทุน อยากทราบว่าต้องดูหุ้นกู้ตัวไหนว่าลงทุนแล้วได้กำไร

ตอบ การลงทุนในตราสารหนี้ ควรมุ่งเน้นเป็นการออมระยะยาวมากกว่าการลงทุนเพื่อเก็งกำไร ดังนั้นการลงทุนของรายย่อย ควรจะถือจนครบกำหนดไถ่ถอน การลงทุนควรพิจารณาถึง ความเสี่ยงที่ยอมรับได้ โดยพิจารณาจาก ความน่าเชื่อถือของผู้ออกตราสารหนี้โดยเฉพาะข้อมูลจากการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของสถาบันที่ทำหน้าที่นี้โดยเฉพาะ เช่น FITCH และ TRIS เป็นต้น จากนั้นควรพิจารณาจากข้อมูลตราสารหนี้ว่า คุณสมบัติต่างๆ เป็นไปตามแผนการออมของเรา เช่น ในกรณีที่มีแผนการออมแน่นอน เราอาจพิจารณาลงทุนตราสารหนี้ที่มีอายุตรงกับแผนการออม ถ้าที่ต้องการเงินเป็นระยะๆ เพื่อใช้จ่าย อาจพิจารณาหุ้นกู้ชนิดทยอยจ่ายคืนเงินต้น หรือในกรณีที่จะต้องใช้เงิน อาจทดแทนความเสี่ยงจากการขาดทุนในการขายตราสารหนี้ได้โดยการถือหุ้นกู้ที่มีอัตราดอกเบี้ยลอยตัวแทน แต่เสี่ยง ในกรณีนี้ผู้ถือก็จะมีความเสี่ยงในแง่ของผลตอบแทนจากอัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋วที่เปลี่ยนแปลงไปได้ ตามอัตราดอกเบี้ยที่ตราสารหนี้นั้นๆ ใช้อ้างอิงได้

 

9. หากอยากทราบว่ามีหุ้นกู้ตัวไหนจะออกบ้าง เพื่อที่จะพิจารณาลงทุนจะหาข้อมูลได้ที่ไหน

          ตอบ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุนในการศึกษาข้อมูลตราสารหนี้ก่อนการลงทุน    
          สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยได้จัดเตรียมข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับการออกหุ้นกู้ใหม่นำเสนอให้กับนักลงทุน
          ทราบทาง
www.thaibond.com นักลงทุนสามารถเรียกดูได้จากหัวข้อ ข่าวตราสารหนี้ ซึ่งข่าวสารที่จัดเตรียม
          ให้เป็นข่าวที่ได้รับจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ รวมทั้งได้รับการอัพเดทให้ทันสมัยอยู่เสมอ นอกจากนี้แล้ว
          ศูนย์ซื้อขายตราสารหนี้ได้จัดเตรียมข่าวสารด้านอื่นที่เป็นประโยชน์แก่นักลงทุน อาทิ ความเคลื่อนไหวของ
          ผู้ออกหุ้นกู้และหุ้นกู้แต่ละชุดการปรับอันดับความน่าเชื่อถือ และการปรับอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงต่าง ๆ เป็นต้น

 

10. จะทราบได้อย่างไรว่าตราสารหนี้ตัวไหนขึ้นทะเบียนและไม่ได้ขึ้นทะเบียนในสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย 

ตอบ
นักลงทุนสามารถตรวจสอบได้ว่าตราสารหนี้ใดเป็นตราสารหนี้ที่ขึ้นทะเบียนกับสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยได้จาก
www.thaibond.com ในหัวข้อ ค้นหาหุ้นกู้ ซึ่งในการค้นหานั้นนักลงทุนเพียงทราบสัญลักษณ์ตราสารหนี้ (ThaiBMA symbol) ของตราสารหนี้ที่ต้องการตรวจสอบ เท่านี้ก็สามารถตรวจสอบได้โดยง่าย ซึ่งตราสารหนี้ที่ขึ้นทะเบียนกับสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย ทางเราได้จัดเตรียมข้อมูลที่เป็นประโยชน์สำหรับนักลงทุน ทั้งทางด้านรายละเอียดของหุ้นกู้ การคำนวณราคา หนังสือชี้ชวน รวมทั้งข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับหุ้นกู้ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจลงทุน

 

11.  ก11. การนำหุ้นกู้มาขึ้นทะเบียนในสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยมีขั้นตอนอย่างไรและเสียค่าธรรมเนียมเท่าไร

ตอบ             ตอบ ศูนย์ซื้อขายตราสารหนี้มีนโยบายส่งเสริมให้ผู้ออกหุ้นกู้นำหุ้นกู้มาขึ้นทะเบียน เพื่อให้หุ้นกู้เกิดสภาพคล่อง 
           การสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กรผู้ออกหุ้นกู้ รวมทั้งนักลงทุนมีข้อมูลข่าวสารประกอบการตัดสินใจลงทุน 
           ดังนั้น 
การนำหุ้นกู้เข้าขึ้นทะเบียนกับสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยจึงมีขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยาก เพียงผู้ออกหุ้นกู้
           ติดต่อกับผู้จัดการจำหน่าย หรือที่ปรึกษาทางการเงินที่เป็นสมาชิกของสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย 
           เพียงเท่านี้สมาชิกของเราก็จะดำเนินการนำหุ้นเข้าขึ้นทะเบียนแทนผู้ออกหุ้นกู้ ซึ่งวิธีการนี้ทำให้ผู้ออกหุ้นกู้จะ
           ได้รับความสะดวกและรวดเร็วสำหรับค่าธรรมเนียมการนำหุ้นเข้าจดทะเบียน ทางเราพิจารณาจาก 
           มูลค่าของหุ้นกู้ที่ออก รวมทั้งอายุของหุ้นกู้ นอกจากนี้ยังมีส่วนลดให้กับผู้ออกหุ้นกู้ที่นำหุ้นขึ้นทะเบียน
           กับสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยมากว่า 3 ชุด ในรอบปี ปฏิทิน สำหรับรายละเอียดของการคิดค่า
           ธรรมเนียมสามารถติดต่อได้ที่ฝ่ายตราสารหนี้ขึ้นทะเบียน

12. ต้องการสมัครเป็นสมาชิกสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยต้องทำอย่างไรบ้าง

ตอบ  สมาชิกศูนย์ซื้อขายฯต้องเป็นสถาบันการเงินที่มีใบอนุญาตในการค้าหลักทรัพย์อันเป็น
ตราสารแห่งหนี้ที่ได้รับความเห็นชอบโดยคณะกรรมการ ก.ล.ต. ปัจจุบันสมาชิกศูนย์ซื้อขาย
ตราสารหนี้ไทย ณ วันที่ 5 พฤศจิกายน 2546 มีทั้งสิ้น 46 บริษัทซึ่งประกอบด้วย ธนาคารพาณิชย์ไทย 8 แห่ง 
ธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ 8 แห่ง และบริษัทหลักทรัพย์ 30 บริษัท

 

สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย พ.ศ. 2546