..ความรู้ด้านตราสารหนี้
กระบวนการออกและเสนอขาย
รู้จักการลงทุนในตราสารหนี้
ผลตอบแทนจากการลงทุน
ความเสี่ยงของการลงทุนในตราสารหนี้
การคำนวณราคาตราสารหนี้
ความสัมพันธ์ระหว่างราคาและอัตราผลตอบแทน
เครื่องมือพื้นฐานในการลงทุน
สถาบันที่เกี่ยวข้องในตลาดตราสารหนี้

 

 
 
 
ความหมายของเส้นอัตราผลตอบแทน (Yield Curve)
 
              เส้นอัตราผลตอบแทน (Yield Curve) คือเส้นแสดงความสัมพันธ์ระหว่างอัตราผลตอบแทน (Yield) กับอายุคงเหลือของตราสารหนี้ (Time to Maturity) โดยทุกๆจุดบน Yield Curve จะแสดงอัตราผลตอบแทนตามอายุที่เหลือของตราสารหนี้ โดยปกติการสร้าง Yield Curve จะนำเอาพันธบัตรรัฐบาลในช่วงอายุต่างๆมาใช้ในการสร้าง ซึ่งจะเรียกว่า Risk-Free Yield Curve หรือ เส้นอัตราผลตอบแทนที่ปราศจากความเสี่ยง
ประโยชน์ของ Yield Curve
1. ทำให้ทราบอัตราผลตอบแทนในช่วงอายุต่างๆของตราสารหนี้
2. ใช้เป็นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงและสามารถใช้เป็นบรรทัดฐานสำหรับการคำนวณราคาตราสารหนี้ ทั้งในตลาดแรกและตลาดรอง
3. ใช้สำหรับการบันทึกมูลค่าทางบัญชีของตราสารหนี้ (Mark to Market)
4. เป็นเครื่องมือประกอบการตัดสินใจลงทุน และการวางกลยุทธ์การลงทุน
รูปร่างของ Yield Curve
โดยทั่วไป รูปร่างของ Yield Curve มีอยู่ 4 แบบ ได้แก่
1. แบบปกติ ( Normal Yield Curve) จะมีลักษณะโค้งขึ้น (Upward sloping) ซึ่งแสดงให้เห็นว่า อัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ระยะยาวจะสูงกว่าอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ระยะสั้น Yield Curve ในลักษณะนี้เป็นแบบที่พบบ่อย
2. แบบลาดลง (Inverted Yield Curve) มีลักษณะลาดลงจากซ้ายไปขวา ( Downward sloping) ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ระยะสั้นจะสูงกว่าอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ระยะยาว Yield Curveในลักษณะนี้จะพบในภาวะที่ตลาดคาดการณ์ว่าอัตราผลตอบแทนมีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ
3. แบบหลังเขา (Humped Yield Curve) แสดงถึงอัตราผลตอบแทนจะเพิ่มขึ้นตามอายุคงเหลือของตราสารหนี้จนถึงระดับหนึ่ง จากนั้นจะลดลงเมื่ออายุของตราสารหนี้เพิ่มขึ้น
4. แบบราบ ( Flat Yield Curve) แสดงถึงอัตราผลตอบแทนที่เท่ากันในทุกช่วงอายุคงเหลือของตราสารหนี้
การสร้าง Thai BDC Government Bond Yield Curve
 
ศูนย์ซื้อขายตราสารหนี้ไทย ได้เริ่มพัฒนาและเผยแพร่เส้นอัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาล (Thai BDC Government Bond Yield Curve) มาตั้งแต่เดือนกันยายน 2541 โดยในช่วงแรกของการพัฒนา (ตั้งแต่กันยายน 2541 - 15 กันยายน 2542) จะใช้อัตราผลตอบแทนของการซื้อขายพันธบัตรรัฐบาลในตลาดรองตราสารหนี้ เฉลี่ยถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าการซื้อขาย (Weighted Average Executed Yield) ในระยะแรกนั้น Yield Curveที่ได้จะครอบคลุมช่วงอายุตราสารหนี้ระหว่าง 1-3 ปี เท่านั้น แต่หลังจากที่มีการออกพันธบัตรรัฐบาลที่มีอายุปานกลางถึงยาวมากขึ้น ทำให้ Yield Curve ที่ได้สามารถแสดงอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ตามช่วงอายุคงเหลือได้ตั้งแต่ 1- 15 ปี อย่างไรก็ตามตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2542 เป็นต้นมา ศูนย์ซื้อขายฯได้เปลี่ยนแปลงวิธีการสร้าง Government Bond Yield Curve จากการใช้ Weighted Average Executed Yield มาเป็นการใช้อัตราผลตอบแทนเฉลี่ยของการเสนอซื้อ (Bid Yield ) ที่ได้จากสถาบันการเงินคู่ค้าพันธบัตรของธนาคารแห่งประเทศไทย (ปัจจุบันมี 9 บริษัท ประกอบด้วยธนาคารพาณิชย์ 8 แห่งและบริษัทหลักทรัพย์ 1 แห่ง) โดยมีหลักเกณฑ์ ดังนี้
  • ใช้ Bid Yield ของพันธบัตรรัฐบาลประเภท Loan Bond (LB) ทุกรุ่น
  • เป็น Bid Yield ของมูลค่าการเสนอซื้อตั้งแต่ 20 ล้านบาทขึ้นไป
  • ให้คู่ค้าตราสารหนี้ของธนาคารแห่งประเทศไทยส่ง Bid Yield ดังกล่าวให้ศูนย์ซื้อขายฯภายในเวลา 16:00 น. ของทุกวันทำการ
  • ในการสร้าง Yield Curve จะใช้ Average Bid Yield โดยตัดราคาสูงสุดและต่ำสุดอย่างละ 1 ตัวออก
  • ศูนย์ซื้อขายฯเป็นผู้นำออกเผยแพร่เป็นการทั่วไปในทุกสิ้นวันทำการประมาณเวลา 16:30 น. พร้อมจัดส่งข้อมูลดิบให้
  • ธนาคารแห่งประเทศไทยและสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อการตรวจสอบและติดตามผล
ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นไปตามข้อสรุปจากคณะทำงานย่อย "กลุ่มพัฒนาตลาดรองพันธบัตร" ภายใต้คณะทำงานเพื่อการพัฒนาตลาดพันธบัตรในประเทศ กระทรวงการคลัง นอกจากนี้คณะทำงานยังได้ กำหนดหลักเกณฑ์  สำหรับ การเลือก Benchmark Bond โดยเป็น Loan Bond ที่มีอายุใกล้เคียงกับ 1, 2, 5, 7 และ 10 ปี โดยมีมูลค่าการออกขนาดใหญ่ และปริมาณการซื้อขายมากเพียงพอ
ศูนย์ซื้อขายฯเผยแพร่ข้อมูล Government Bond Yield Curve และ Benchmark Bond เป็นการทั่วไปทุกสิ้นวันทำการภายในเวลา 16:30น. ผ่านหนังสือพิมพ์รายวันและ Thai BMAWebsite ( www.thaibma.or.th)
สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย พ.ศ. 2546
.