..ความรู้ด้านตราสารหนี้
กระบวนการออกและเสนอขาย
รู้จักการลงทุนในตราสารหนี้
ผลตอบแทนจากการลงทุน
ความเสี่ยงของการลงทุนในตราสารหนี้
การคำนวณราคาตราสารหนี้
ความสัมพันธ์ระหว่างราคาและอัตราผลตอบแทน
เครื่องมือพื้นฐานในการลงทุน
สถาบันที่เกี่ยวข้องในตลาดตราสารหนี้

 


ความสัมพันธ์ระหว่างราคาและอัตราผลตอบแทนเป็นอย่างไร

สำหรับบทนี้จะกล่าวกันถึงความสัมพันธ์ระหว่างราคาและอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ (Price-Yield Relationship) การเคลื่อนไหวของราคาตราสารหนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ลงทุน ซึ่งจะส่งผลต่อผลตอบแทนการลงทุนที่คาดไว้ โดยที่อัตราผลตอบแทนเป็นปัจจัยสำคัญที่กระทบต่อราคาตราสารหนี้ การทำความเข้าใจลักษณะความสัมพันธ์ของราคาและอัตราผลตอบแทน จึงเป็นสิ่งที่มีประโยชน์โดยตรงสำหรับนักลงทุน
ความสัมพันธ์ของราคากับอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ ที่จะกล่าวในบทนี้จะเป็นความสัมพันธ์แบบปกติ ที่เป็นเส้นลาดขึ้นจากซ้ายไปขวาตามรูปข้างล่างนี้ โดยอัตราผลตอบแทนจะมีความสัมพันธ์ทางบวกกับอายุคงเหลือ สำหรับความสัมพันธ์ในลักษณะอื่นๆซึ่งเป็นลักษณะไม่ปกติจะกล่าวในบทถัดไป
ความสัมพันธ์ของราคาและอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ในบทนี้มี 5 ลักษณะ ดังนี้
ภาพแสดงความสัมพันธ์ระหว่างราคาเสนอซื้อ ขายกับอัตราผลตอบแทน
1. ราคาของตราสารหนี้จะมีความสัมพันธ์แบบผกผันกับอัตราผลตอบแทนคำนวณถึงวันครบกำหนด (Yield to maturity) หรือที่เรียกว่า Inverse or negative relationship
ความสัมพันธ์ระหว่างอัตราผลตอบแทนและราคาตราสารหนี้ที่แปรผกผันกันนั้น หมายถึงเมื่ออัตราผลตอบแทนลดลงราคาจะสูงขึ้น และในทางกลับกันเมื่ออัตราผลตอบแทนสูงขึ้นราคาจะลดลง โดยสามารถอธิบายจากตัวอย่างดังนี้ ตราสารหนี้ที่ราคาตรา 1,000 บาท อายุคงเหลือ 2 ปี อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 10 และจ่ายดอกเบี้ยทุก 6 เดือน
เมื่ออัตราผลตอบแทนเพิ่มขึ้น 1% เป็น 11% ราคาตราสารลดลง 17.53 บาท เป็น 982.47 บาท และเมื่ออัตราผลตอบแทนลดลงเป็น 9% ราคาจะเพิ่มขึ้น 17.94 บาท เป็น 1,017.94 บาท
คุณสมบัติข้อนี้มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อนักลงทุน โดยสามารถนำไปเป็นเครื่องมือการบริหารการลงทุนของตน เช่น เมื่อนักลงทุนคาดว่าทิศทางของอัตราผลตอบแทนเพิ่มขึ้น ราคาของตราสารหนี้ก็จะลดลง ดังนั้น นักลงทุนสามารถที่จะวางแผนการจัดการการลงทุนของตนเอง เช่น ขายตราสารหนี้ที่ราคาจะลดลงมากๆออกไปก่อน
2. ตราสารชนิดเดียวกันที่มีอายุคงเหลือเท่ากัน ตราสารที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าจะมีความผันผวนของราคามากกว่าตราสารที่จ่ายดอกเบี้ยสูงกว่า
ลักษณะความสัมพันธ์เช่นนี้เกิดจากลักษณะความสัมพันธ์ของ Convex curve จากกราฟความสัมพันธ์จะพบว่าความชันของเส้นมีความแตกต่างกันที่อัตราตอบแทนที่แตกต่างกัน โดยอัตราผลตอบแทนต่ำเส้นความสัมพันธ์จะชันกว่าที่ที่อัตราผลตอบแทนสูงกว่า
เพื่อความเข้าใจในประเด็นเปรียบเทียบว่าตราสารชนิดเดียวกันที่มีอายุเท่ากัน ตราสารที่จ่ายดอกเบี้ยต่ำกว่าจะมีความผันผวนของราคามากกว่าตราสารที่จ่ายดอกเบี้ยสูงกว่า จะอธิบายโดยใช้ตัวอย่างของหุ้นกู้ A และ B ซึ่งเป็นหุ้นกู้ปกติ อายุคงเหลือ 2 ปี จ่ายดอกเบี้ย 2 ครั้งต่อปี หุ้นกู้ A จ่ายดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 10 ต่อปี แต่หุ้นกู้ B จ่ายดอกเบี้ยในอัตราที่สูงกว่า คือ ร้อยละ 15 ต่อปี
ตารางที่ 1 แสดงราคาหุ้นกู้ A ณ ระดับอัตราผลตอบแทนต่างๆ

อัตราผลตอบแทน (%ต่อปี)

7.00

8.00

9.00

    10.00

      11.00

   12.00

     13.00

ราคาหุ้นกู้ A (บาท)

1,055.10

1,036.30

1,017.94

1,000.00

    982.47

965.35

    948.61

% การเปลี่ยนแปลง

ราคาหุ้นกู้ A

5.51

3.63

1.79

0.00

      (1.75)

  (3.47)

     (5.14)

ตารางที่ 2 แสดงราคาหุ้นกู้ B ณ ระดับอัตราผลตอบแทนต่างๆ

 อัตราผลตอบแทน(%ต่อปี)

12.00

13.00

14.00

15.00

      16.00

  17.00

  18.00

ราคาหุ้นกู้ B (บาท)

1,051.98

1,034.26

1,016.94

1,000.00

    983.44

967.24

951.40

% การเปลี่ยนแปลง

ราคาหุ้นกู้ B

5.20

         3.43

1.69

0.00

      (1.66)

  (3.28)

  (4.86)

ท่านผู้อ่านสามารถสังเกตความแตกต่างของการเปลี่ยนแปลงราคาของหุ้นกู้ A และหุ้นกู้ B ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ย (Coupon rate) ที่แตกต่างกัน (โดยมีคุณสมบัติอื่นเหมือนกัน) เมื่ออัตราผลตอบแทนเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น 1% เท่ากัน หุ้นกู้ A มีราคาลดลง 1.75% ในขณะที่หุ้นกู้ B มีการปรับลดของราคาเพียง 1.66%
 
และในกรณีที่อัตราผลตอบแทนลดลงการปรับเพิ่มขึ้นของราคายังเป็นความสัมพันธ์เช่นเดิม คือ หุ้นกู้ A ที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่า ราคาจะเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นมากกว่าหุ้นกู้ B ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า
 
จากตารางทั้งสองข้างต้นเป็นยืนยันคุณสมบัติของของความสัมพันธ์ระหว่างราคาตราสารกับอัตราผลตอบแทนที่กล่าวว่า ตราสารหนี้ที่มีอายุเท่ากัน ตราสารที่จ่ายดอกเบี้ยต่ำกว่า (หุ้นกู้ A) จะมีความผันผวนของราคามากกว่าตราสารหนี้ที่จ่ายดอกเบี้ยสูงกว่า (หุ้นกู้ B)
 
จากความเข้าใจในคุณสมบัติข้อนี้ นักลงทุนสามารถวางกลยุทธ์การลงทุนของตนเองได้ โดยในกรณีที่คาดว่าอัตราผลตอบแทนอยู่ในขาลง การตัดสินใจซื้อตราสารที่มีอายุคงเหลือเท่ากัน ควรจะซื้อตราสารที่มีอัตราดอกเบี้ยน้อยที่สุด หรือเลือกซื้อหุ้นกู้ที่ไม่จ่ายดอกเบี้ย ( Zero coupon bond) เพื่อได้ประโยชน์จากการเพิ่มขึ้นของราคาให้มากที่สุดเนื่องจากจะมีความผันผวนของราคามากกว่าตราสารที่จ่ายดอกเบี้ยสูง
 
สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย พ.ศ. 2546
.