ความสัมพันธ์ระหว่างราคาและอัตราผลตอบแทนเป็นอย่างไร
|
| สำหรับบทนี้จะกล่าวกันถึงความสัมพันธ์ระหว่างราคาและอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้
(Price-Yield Relationship) การเคลื่อนไหวของราคาตราสารหนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ลงทุน
ซึ่งจะส่งผลต่อผลตอบแทนการลงทุนที่คาดไว้ โดยที่อัตราผลตอบแทนเป็นปัจจัยสำคัญที่กระทบต่อราคาตราสารหนี้
การทำความเข้าใจลักษณะความสัมพันธ์ของราคาและอัตราผลตอบแทน
จึงเป็นสิ่งที่มีประโยชน์โดยตรงสำหรับนักลงทุน |
|
| ความสัมพันธ์ของราคากับอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้
ที่จะกล่าวในบทนี้จะเป็นความสัมพันธ์แบบปกติ ที่เป็นเส้นลาดขึ้นจากซ้ายไปขวาตามรูปข้างล่างนี้
โดยอัตราผลตอบแทนจะมีความสัมพันธ์ทางบวกกับอายุคงเหลือ สำหรับความสัมพันธ์ในลักษณะอื่นๆซึ่งเป็นลักษณะไม่ปกติจะกล่าวในบทถัดไป
|
|
| ความสัมพันธ์ของราคาและอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ในบทนี้มี
5 ลักษณะ ดังนี้ |
 |
| ภาพแสดงความสัมพันธ์ระหว่างราคาเสนอซื้อ
ขายกับอัตราผลตอบแทน |
|
| 1. ราคาของตราสารหนี้จะมีความสัมพันธ์แบบผกผันกับอัตราผลตอบแทนคำนวณถึงวันครบกำหนด
(Yield to maturity) หรือที่เรียกว่า Inverse or negative
relationship |
|
| ความสัมพันธ์ระหว่างอัตราผลตอบแทนและราคาตราสารหนี้ที่แปรผกผันกันนั้น
หมายถึงเมื่ออัตราผลตอบแทนลดลงราคาจะสูงขึ้น และในทางกลับกันเมื่ออัตราผลตอบแทนสูงขึ้นราคาจะลดลง
โดยสามารถอธิบายจากตัวอย่างดังนี้ ตราสารหนี้ที่ราคาตรา
1,000 บาท อายุคงเหลือ 2 ปี อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 10 และจ่ายดอกเบี้ยทุก
6 เดือน |
|
| เมื่ออัตราผลตอบแทนเพิ่มขึ้น
1% เป็น 11% ราคาตราสารลดลง 17.53 บาท เป็น 982.47 บาท และเมื่ออัตราผลตอบแทนลดลงเป็น
9% ราคาจะเพิ่มขึ้น 17.94 บาท เป็น 1,017.94 บาท |
|
| คุณสมบัติข้อนี้มีประโยชน์อย่างยิ่งต่อนักลงทุน
โดยสามารถนำไปเป็นเครื่องมือการบริหารการลงทุนของตน เช่น
เมื่อนักลงทุนคาดว่าทิศทางของอัตราผลตอบแทนเพิ่มขึ้น ราคาของตราสารหนี้ก็จะลดลง
ดังนั้น นักลงทุนสามารถที่จะวางแผนการจัดการการลงทุนของตนเอง
เช่น ขายตราสารหนี้ที่ราคาจะลดลงมากๆออกไปก่อน |
|
| 2. ตราสารชนิดเดียวกันที่มีอายุคงเหลือเท่ากัน
ตราสารที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าจะมีความผันผวนของราคามากกว่าตราสารที่จ่ายดอกเบี้ยสูงกว่า |
|
| ลักษณะความสัมพันธ์เช่นนี้เกิดจากลักษณะความสัมพันธ์ของ
Convex curve จากกราฟความสัมพันธ์จะพบว่าความชันของเส้นมีความแตกต่างกันที่อัตราตอบแทนที่แตกต่างกัน
โดยอัตราผลตอบแทนต่ำเส้นความสัมพันธ์จะชันกว่าที่ที่อัตราผลตอบแทนสูงกว่า
|
|
| เพื่อความเข้าใจในประเด็นเปรียบเทียบว่าตราสารชนิดเดียวกันที่มีอายุเท่ากัน
ตราสารที่จ่ายดอกเบี้ยต่ำกว่าจะมีความผันผวนของราคามากกว่าตราสารที่จ่ายดอกเบี้ยสูงกว่า
จะอธิบายโดยใช้ตัวอย่างของหุ้นกู้ A และ B ซึ่งเป็นหุ้นกู้ปกติ
อายุคงเหลือ 2 ปี จ่ายดอกเบี้ย 2 ครั้งต่อปี หุ้นกู้ A จ่ายดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ
10 ต่อปี แต่หุ้นกู้ B จ่ายดอกเบี้ยในอัตราที่สูงกว่า คือ
ร้อยละ 15 ต่อปี |
|
| ตารางที่
1 แสดงราคาหุ้นกู้ A ณ ระดับอัตราผลตอบแทนต่างๆ |
|
อัตราผลตอบแทน
(%ต่อปี)
|
7.00
|
8.00
|
9.00
|
10.00
|
11.00
|
12.00
|
13.00
|
|
ราคาหุ้นกู้
A (บาท)
|
1,055.10
|
1,036.30
|
1,017.94
|
1,000.00
|
982.47
|
965.35
|
948.61
|
|
% การเปลี่ยนแปลง
ราคาหุ้นกู้
A
|
5.51
|
3.63
|
1.79
|
0.00
|
(1.75)
|
(3.47)
|
(5.14)
|
|
|
| ตารางที่ 2 แสดงราคาหุ้นกู้
B ณ ระดับอัตราผลตอบแทนต่างๆ |
|
|
อัตราผลตอบแทน(%ต่อปี)
|
12.00
|
13.00
|
14.00
|
15.00
|
16.00
|
17.00
|
18.00
|
|
ราคาหุ้นกู้
B (บาท)
|
1,051.98
|
1,034.26
|
1,016.94
|
1,000.00
|
983.44
|
967.24
|
951.40
|
|
%
การเปลี่ยนแปลง
ราคาหุ้นกู้
B
|
5.20
|
3.43
|
1.69
|
0.00
|
(1.66)
|
(3.28)
|
(4.86)
|
|
| ท่านผู้อ่านสามารถสังเกตความแตกต่างของการเปลี่ยนแปลงราคาของหุ้นกู้
A และหุ้นกู้ B ซึ่งมีอัตราดอกเบี้ย (Coupon rate) ที่แตกต่างกัน
(โดยมีคุณสมบัติอื่นเหมือนกัน) เมื่ออัตราผลตอบแทนเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้น
1% เท่ากัน หุ้นกู้ A มีราคาลดลง 1.75% ในขณะที่หุ้นกู้
B มีการปรับลดของราคาเพียง 1.66% |
| |
| และในกรณีที่อัตราผลตอบแทนลดลงการปรับเพิ่มขึ้นของราคายังเป็นความสัมพันธ์เช่นเดิม
คือ หุ้นกู้ A ที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่า ราคาจะเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นมากกว่าหุ้นกู้
B ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า |
| |
| จากตารางทั้งสองข้างต้นเป็นยืนยันคุณสมบัติของของความสัมพันธ์ระหว่างราคาตราสารกับอัตราผลตอบแทนที่กล่าวว่า
ตราสารหนี้ที่มีอายุเท่ากัน ตราสารที่จ่ายดอกเบี้ยต่ำกว่า
(หุ้นกู้ A) จะมีความผันผวนของราคามากกว่าตราสารหนี้ที่จ่ายดอกเบี้ยสูงกว่า
(หุ้นกู้ B) |
| |
| จากความเข้าใจในคุณสมบัติข้อนี้
นักลงทุนสามารถวางกลยุทธ์การลงทุนของตนเองได้ โดยในกรณีที่คาดว่าอัตราผลตอบแทนอยู่ในขาลง
การตัดสินใจซื้อตราสารที่มีอายุคงเหลือเท่ากัน ควรจะซื้อตราสารที่มีอัตราดอกเบี้ยน้อยที่สุด
หรือเลือกซื้อหุ้นกู้ที่ไม่จ่ายดอกเบี้ย ( Zero coupon bond)
เพื่อได้ประโยชน์จากการเพิ่มขึ้นของราคาให้มากที่สุดเนื่องจากจะมีความผันผวนของราคามากกว่าตราสารที่จ่ายดอกเบี้ยสูง |
| |
|
|
|