|
ืในปี 2554 ที่ผ่านมา อาจจะถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งปีที่ค่อนข้างหนักหนาสาหัสสำหรับนักลงทุนทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับนักลงทุนในประเทศไทยครับ เนื่องจากต้องเผชิญกับแรงกดดันทั้งจากปัจจัยภายใน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมือง และปัญหาอุทกภัยช่วงปลายปีที่สร้างความเสียหายมากที่สุดในรอบ 50 ปีแล้ว ยังต้องพบกับแรงกดดันจากภายนอก ทั้งในเรื่องของวิกฤติหนี้สาธารณะของกลุ่มสหภาพยุโรป และความอ่อนแอทางเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ไปยังประเทศอื่นๆ รวมถึงประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ ทั้งนี้ เราอาจแบ่งทางเลือกของการลงทุนที่ค่อนข้างเป็นที่คุ้นเคยสำหรับนักลงทุนไทยในปัจจุบัน ได้เป็น 4 ช่องทางคือ (1) การลงทุนในหุ้นสามัญ (2) การลงทุนในตราสารหนี้ (3) การลงทุนในทองคำ และ (4) การลงทุนในน้ำมัน โดยการลงทุนในทางเลือกที่ 1 3 ถือเป็นทางเลือกที่นักลงทุนส่วนใหญ่คุ้นเคยเป็นอย่างดีอยู่แล้ว ส่วนการลงทุนในทางเลือกที่ 4 หรือการซื้อขาย สัญญาซื้อขายน้ำมันดิบล่วงหน้า (โดยอ้างอิงกับราคาน้ำมันดิบ Brent Crude) ที่เพิ่งเริ่มต้นในเดือนตุลาคม ปี 2554 ที่ผ่านมา ก็ได้รับความสนใจจากนักลงทุนไทยเป็นอย่างดีเช่นกัน ดังนั้นเราจะลองมาวิเคราะห์กันดูว่าในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา การลงทุนในแต่ละช่องทางนั้น ให้ผลตอบแทนกับนักลงทุนอย่างไรบ้างครับ
 |
เริ่มจากการลงทุนในตลาดหุ้น ซึ่งถือเป็นช่องทางที่นักลงทุนไทยมีความคุ้นเคยมากที่สุด จากข้อมูลที่เกิดขึ้นในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาทำให้เราสรุปได้ว่า หากนักลงทุนซื้อหุ้น ณ ตอนต้นปี 2554 และถือเอาไว้จนกระทั่งสิ้นปี 2554 นักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนโดยเฉลี่ย (รวมเงินปันผลแล้ว) อยู่ที่ประมาณ 3.7% แต่ทั้งนี้ เนื่องจากโดยธรรมชาติของราคาหุ้นสามัญที่จะเคลื่อนไหวตามข่าวและสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นๆ จึงมีผลทำให้ผลตอบแทนที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลามีความแตก
ต่างกันค่อนข้างมาก โดยเราพบว่าหากนักลงทุนซื้อหุ้น ณ ตอนต้นปี 2554 และขายในช่วงเดือนกรฏาคม จะได้รับกำไรถึง 12% ในทางกลับกัน หากนักลงทุนถือหุ้นต่ออีก 2 เดือนและขายออกไปในเดือนกันยายน จะมีผลขาดทุนกว่า 8% เลยทีเดียว |
ซึ่งตัวเลขของผลตอบแทนเฉลี่ยที่ประมาณ 3.7% อาจถือได้ว่าการลงทุนในหุ้นสามัญทำให้ความมั่งคั่งของนักลงทุนมีค่าลดลง เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปี 2554 อยู่ที่ประมาณ 3.8% หรืออยู่สูงกว่าผลตอบแทนเฉลี่ยที่ได้รับจากการลงทุนในตลาดหุ้นครับ
 |
ถัดมาเป็นการลงทุนในตราสารหนี้ ที่อาจจะดูห่างไกลและไม่เป็นที่คุ้นเคยสำหรับการเข้าไปลงทุนด้วยตนเองของนักลงทุนรายย่อย แต่ในปัจจุบันการลงทุนผ่าน กองทุนรวมตราสารหนี้ กลายมาเป็นช่องทางที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยลักษณะเฉพาะตัวของตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่กลับให้ผลตอบแทนในระดับที่น่าพอใจ ทั้งนี้หากนักลงทุนซื้อตราสารหนี้ ณ ตอนต้นปี 2554 และถือเอาไว้จนกระทั่งสิ้นปี 2554
นักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนโดยเฉลี่ย (รวมดอกเบี้ยจ่ายแล้ว) อยู่ที่ประมาณ 5.2% ซึ่งถือว่าดีกว่าเงินเฟ้อ และดีกว่าการลงทุนในตลาดหุ้นสำหรับช่วงระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา |
นอกจากนี้แล้วเรายังพบว่าผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารหนี้มีแนวโน้มที่จะเป็นบวก มากกว่าโอกาสที่นักลงทุนจะขาดทุน เนื่องจากตราสารหนี้ส่วนใหญ่มีการจ่ายดอกเบี้ยอย่างสม่ำเสมอด้วยอัตราที่ค่อนข้างแน่นอน ประกอบกับในช่วงระยะเวลานับจากนี้ไป นักวิเคราะห์ต่างคาดการณ์ว่าเป็นช่วงระยะเวลาที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดเริ่มเข้าสู่วัฏจักรของการปรับตัวลดลง ดังนั้นนักลงทุนจะมีโอกาสมากขึ้น ที่จะได้รับกำไรจากการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นของราคาตราสารหนี้ ในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยปรับตัวลดลง
ทางด้านของการลงทุนใน ทองคำ ที่เพิ่งจะเริ่มได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา กลับกลายมาเป็นทางเลือกของการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในบรรดาทางเลือกทั้งหมดในปี 2554 โดยราคาทองคำที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี มีผลทำให้นักลงทุนที่ซื้อทองคำไว้ ณ ตอนต้นปี 2554 และถือเอาไว้จนกระทั่งสิ้นปี 2554 ได้รับกำไรสูงถึง 16.2% นอกจากนี้แล้วยังพบข้อมูลที่น่าสนใจอีกว่า หากนักลงทุนซื้อทองคำไว้ ณ ตอนต้นปี 2554 และขายออกไปในช่วงเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุด นักลงทุนจะมีโอกาสได้รับกำไรสูงถึง 28.7% เลยทีเดียว
ในขณะที่การลงทุนในทางเลือกสุดท้าย หรือการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ประเภท น้ำมัน ที่ถึงแม้จะค่อนข้างใหม่สำหรับนักลงทุนไทย แต่ผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุนในทางเลือกนี้กลับสูงถึง 15.9% ซึ่งค่อนข้างใกล้เคียงกับผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนในทองคำ ทั้งนี้เป็นผลมาจากราคาน้ำมันดิบ
(Brent Crude) ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 94.2 ดอลล่าร์สหรัฐต่อบาร์เรลในช่วงต้นปี จนมาอยู่ที่ระดับ 109.2 ดอลล่าร์สหรัฐต่อบาร์เรลในช่วงปลายปีนั่นเอง |
|
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขต่างๆที่เกิดขึ้นเป็นเพียงข้อสรุปและนำมาใช้เพื่อการเปรียบเทียบในเบื้องต้นเท่านั้น ว่าผลตอบแทนจากการลงทุนในแต่ละช่องทางเป็นอย่างไร และจะมีทางเลือกใดบ้างที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนในปี 2555 นี้ ทั้งนี้นักลงทุนต้องพึงระลึกไว้อยู่เสมอว่าการลงทุนทุกๆประเภทมีวัฎจักรของการปรับตัวขึ้น-ลง ที่แตกต่างกัน ตัวเลขกำไรที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ไม่สามารถใช้บ่งชี้ได้ว่าจะเกิดขึ้นอีกในอนาคต ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญที่นักลงทุนต้องทำการศึกษาและพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนการตัดสินใจลงทุนทุกครั้งครับ
|