บล็อกทั้งหมด
บทความทั้งหมด
ดร.บัณฑิต นิจถาวร
คุยกันเรื่องพันธบัตร หุ้นกู้
ทิศทางตราสารหนี้ไทย
เศรษฐกิจโลก
ตั๋วแลกเงิน ( B/E) ระยะสั้น
ลงทุนสู้เงินเฟ้อกันด้วย ILB
 
เปรียบเทียบช่องทางลงทุนปี 54…….ทางไหนรวย ทางไหนร่วง
Author:
สุชาติ ธนฐิติพันธ์
ฝ่ายวิจัยและพัฒนา, สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย
Created:
01/31/2012
 

ืในปี 2554 ที่ผ่านมา อาจจะถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งปีที่ค่อนข้างหนักหนาสาหัสสำหรับนักลงทุนทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับนักลงทุนในประเทศไทยครับ เนื่องจากต้องเผชิญกับแรงกดดันทั้งจากปัจจัยภายใน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมือง และปัญหาอุทกภัยช่วงปลายปีที่สร้างความเสียหายมากที่สุดในรอบ 50 ปีแล้ว ยังต้องพบกับแรงกดดันจากภายนอก ทั้งในเรื่องของวิกฤติหนี้สาธารณะของกลุ่มสหภาพยุโรป และความอ่อนแอทางเศรษฐกิจของประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ไปยังประเทศอื่นๆ รวมถึงประเทศไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ   ทั้งนี้ เราอาจแบ่งทางเลือกของการลงทุนที่ค่อนข้างเป็นที่คุ้นเคยสำหรับนักลงทุนไทยในปัจจุบัน ได้เป็น 4 ช่องทางคือ (1) การลงทุนในหุ้นสามัญ   (2) การลงทุนในตราสารหนี้   (3) การลงทุนในทองคำ และ (4) การลงทุนในน้ำมัน   โดยการลงทุนในทางเลือกที่ 1 – 3 ถือเป็นทางเลือกที่นักลงทุนส่วนใหญ่คุ้นเคยเป็นอย่างดีอยู่แล้ว   ส่วนการลงทุนในทางเลือกที่ 4 หรือการซื้อขาย “สัญญาซื้อขายน้ำมันดิบล่วงหน้า” (โดยอ้างอิงกับราคาน้ำมันดิบ Brent Crude) ที่เพิ่งเริ่มต้นในเดือนตุลาคม ปี 2554 ที่ผ่านมา ก็ได้รับความสนใจจากนักลงทุนไทยเป็นอย่างดีเช่นกัน   ดังนั้นเราจะลองมาวิเคราะห์กันดูว่าในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา การลงทุนในแต่ละช่องทางนั้น ให้ผลตอบแทนกับนักลงทุนอย่างไรบ้างครับ

เริ่มจากการลงทุนในตลาดหุ้น ซึ่งถือเป็นช่องทางที่นักลงทุนไทยมีความคุ้นเคยมากที่สุด   จากข้อมูลที่เกิดขึ้นในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาทำให้เราสรุปได้ว่า หากนักลงทุนซื้อหุ้น ณ ตอนต้นปี 2554 และถือเอาไว้จนกระทั่งสิ้นปี 2554   นักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนโดยเฉลี่ย (รวมเงินปันผลแล้ว) อยู่ที่ประมาณ 3.7%   แต่ทั้งนี้ เนื่องจากโดยธรรมชาติของราคาหุ้นสามัญที่จะเคลื่อนไหวตามข่าวและสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นๆ   จึงมีผลทำให้ผลตอบแทนที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลามีความแตก
ต่างกันค่อนข้างมาก   โดยเราพบว่าหากนักลงทุนซื้อหุ้น ณ ตอนต้นปี 2554 และขายในช่วงเดือนกรฏาคม จะได้รับกำไรถึง 12%   ในทางกลับกัน หากนักลงทุนถือหุ้นต่ออีก 2 เดือนและขายออกไปในเดือนกันยายน จะมีผลขาดทุนกว่า 8% เลยทีเดียว  

ซึ่งตัวเลขของผลตอบแทนเฉลี่ยที่ประมาณ 3.7% อาจถือได้ว่าการลงทุนในหุ้นสามัญทำให้ความมั่งคั่งของนักลงทุนมีค่าลดลง เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปี 2554 อยู่ที่ประมาณ 3.8% หรืออยู่สูงกว่าผลตอบแทนเฉลี่ยที่ได้รับจากการลงทุนในตลาดหุ้นครับ

ถัดมาเป็นการลงทุนในตราสารหนี้ ที่อาจจะดูห่างไกลและไม่เป็นที่คุ้นเคยสำหรับการเข้าไปลงทุนด้วยตนเองของนักลงทุนรายย่อย  แต่ในปัจจุบันการลงทุนผ่าน “กองทุนรวมตราสารหนี้” กลายมาเป็นช่องทางที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยลักษณะเฉพาะตัวของตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงต่ำ แต่กลับให้ผลตอบแทนในระดับที่น่าพอใจ   ทั้งนี้หากนักลงทุนซื้อตราสารหนี้ ณ ตอนต้นปี 2554 และถือเอาไว้จนกระทั่งสิ้นปี 2554  

นักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนโดยเฉลี่ย (รวมดอกเบี้ยจ่ายแล้ว) อยู่ที่ประมาณ 5.2% ซึ่งถือว่าดีกว่าเงินเฟ้อ และดีกว่าการลงทุนในตลาดหุ้นสำหรับช่วงระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา  

นอกจากนี้แล้วเรายังพบว่าผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารหนี้มีแนวโน้มที่จะเป็นบวก มากกว่าโอกาสที่นักลงทุนจะขาดทุน เนื่องจากตราสารหนี้ส่วนใหญ่มีการจ่ายดอกเบี้ยอย่างสม่ำเสมอด้วยอัตราที่ค่อนข้างแน่นอน   ประกอบกับในช่วงระยะเวลานับจากนี้ไป นักวิเคราะห์ต่างคาดการณ์ว่าเป็นช่วงระยะเวลาที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดเริ่มเข้าสู่วัฏจักรของการปรับตัวลดลง   ดังนั้นนักลงทุนจะมีโอกาสมากขึ้น ที่จะได้รับกำไรจากการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นของราคาตราสารหนี้ ในภาวะที่อัตราดอกเบี้ยปรับตัวลดลง      

ทางด้านของการลงทุนใน “ทองคำ” ที่เพิ่งจะเริ่มได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา   กลับกลายมาเป็นทางเลือกของการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในบรรดาทางเลือกทั้งหมดในปี 2554   โดยราคาทองคำที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี มีผลทำให้นักลงทุนที่ซื้อทองคำไว้ ณ ตอนต้นปี 2554 และถือเอาไว้จนกระทั่งสิ้นปี 2554 ได้รับกำไรสูงถึง 16.2%   นอกจากนี้แล้วยังพบข้อมูลที่น่าสนใจอีกว่า หากนักลงทุนซื้อทองคำไว้ ณ ตอนต้นปี 2554 และขายออกไปในช่วงเดือนสิงหาคม ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุด นักลงทุนจะมีโอกาสได้รับกำไรสูงถึง 28.7% เลยทีเดียว  

ในขณะที่การลงทุนในทางเลือกสุดท้าย หรือการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ประเภท “น้ำมัน” ที่ถึงแม้จะค่อนข้างใหม่สำหรับนักลงทุนไทย แต่ผลตอบแทนที่ได้รับจากการลงทุนในทางเลือกนี้กลับสูงถึง 15.9% ซึ่งค่อนข้างใกล้เคียงกับผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนในทองคำ   ทั้งนี้เป็นผลมาจากราคาน้ำมันดิบ (Brent Crude) ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 94.2 ดอลล่าร์สหรัฐต่อบาร์เรลในช่วงต้นปี จนมาอยู่ที่ระดับ 109.2 ดอลล่าร์สหรัฐต่อบาร์เรลในช่วงปลายปีนั่นเอง          

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขต่างๆที่เกิดขึ้นเป็นเพียงข้อสรุปและนำมาใช้เพื่อการเปรียบเทียบในเบื้องต้นเท่านั้น ว่าผลตอบแทนจากการลงทุนในแต่ละช่องทางเป็นอย่างไร และจะมีทางเลือกใดบ้างที่น่าสนใจสำหรับการลงทุนในปี 2555 นี้   ทั้งนี้นักลงทุนต้องพึงระลึกไว้อยู่เสมอว่าการลงทุนทุกๆประเภทมีวัฎจักรของการปรับตัวขึ้น-ลง ที่แตกต่างกัน ตัวเลขกำไรที่เคยเกิดขึ้นในอดีต ไม่สามารถใช้บ่งชี้ได้ว่าจะเกิดขึ้นอีกในอนาคต ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญที่นักลงทุนต้องทำการศึกษาและพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนการตัดสินใจลงทุนทุกครั้งครับ

 

 

 

 

 

 

 


ข้อจำกัดความรับผิด (Disclaimer)
บทความฉบับนี้ จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้ทั่วไปที่เกี่ยวข้องกับตลาดตราสารหนี้ โดยอ้างอิงจากข้อมูลสถิติในอดีต   ประกอบกับทัศนะส่วนตัวของผู้เขียน ทั้งนี้ ThaiBMA ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อจะชี้นำการลงทุน หรือสร้างข้อสรุปว่าการลงทุนในทางเลือกใดถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ThaiBMA ขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่รับผิดชอบต่อผู้ที่นำเอกสารฉบับนี้ไปใช้แล้วก่อให้เกิดซึ่งความสูญเสียกำไรหรือสูญเสียโอกาส หรือความเสียหายใดๆที่เกิดขึ้นทั้งสิ้น
 
   
 
 
 
Copyright © 2009 by Thaibond.com