บล็อกทั้งหมด
View All Recent Entries
ดร.บัณฑิต นิจถาวร
ตั๋วแลกเงิน (Bill of Exchange: B/E) ระยะสั้น Trendใหม่ของ การออกตราสารหนี้ในยุคปัจจุบัน
มาลงทุนสู้เงินเฟ้อกันด้วย ILB
Global Bond Update
คุยกันเรื่องพันธบัตร หุ้นกู้
เรียนรู้ตราสารหนี้.....ผ่านวิถีแห่งกอล์ฟ
รู้ไว้ใช่ว่า
วิกฤตหนี้ยุโรป กับการลงทุนในตลาดตราสารหนี้ไทย
Author:
สโรกาญจน์ เปี่ยมพงษ์สานต์  
ฝ่ายวิจัยและพัฒนา, สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย
Created:
01/31/2012
 

ในช่วงหลายๆเดือนที่ผ่านมา ปัญหาหนี้สาธารณะของประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป (EU) ได้กลายมาเป็นประเด็นหลักที่สร้างความกังวลและแรงกดดันต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศอื่นๆทั่วโลก   โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับปัญหาที่เกิดขึ้นล่าสุดในประเทศอิตาลี ที่นักลงทุนทั่วโลกต่างเฝ้าจับตาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับระบบเศรษฐกิจโลก และมาตรการที่จะถูกนำมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาในครั้งนี้ ว่าจะส่งผลต่อบรรยากาศการลงทุน และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศตนเองอย่างไรบ้าง 

กรณีของประเทศอิตาลีซึ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของยุโรปและใหญ่เป็นอันดับที่8 ของโลกนั้น ในปัจจุบันมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP growth) ลดลง โดยที่ในปี 2554 นี้คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจของอิตาลีจะขยายตัวเพียง 0.8% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา   ซึ่งสวนทางกับการก่อหนี้สาธารณะของรัฐบาลอิตาลี ที่ขณะนี้มีมูลค่าหนี้คงค้างอยู่ที่ประมาณ 21.13 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 120% ของ GDP (สูงเป็นอันดับที่ 8 ของโลก) อันเป็นผลมาจากการใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยเพื่อปรับโครงสร้างทางสังคม และการไม่รักษาวินัยทางการคลัง   นอกจากนี้แล้วปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศอิตาลี ก็กลายมาเป็นปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งที่ผลักดันให้วิกฤติหนี้สาธารณะในครั้งนี้ขยายตัวและลุกลามออกไปในวงกว้าง   โดยหลังจากที่นายกรัฐมนตรีแบร์ลุสโคนีของอิตาลีได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งในวันที่ 8 พฤศจิกายนที่ผ่านมา นักลงทุนต่างพากันเทขายสินทรัพย์ทั้งในตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ของอิตาลี จนส่งผลทำให้อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรรัฐบาลอิตาลีปรับตัวขึ้นสูงสุด (ราคาลดลง) เป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่เริ่มมีการใช้เงินสกุลยูโร หรือเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 7.25% เนื่องจากนักลงทุนขาดความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลอิตาลีจะสามารถชำระหนี้ให้กับผู้ถือพันธบัตรได้ในอนาคต

และนอกเหนือไปจากความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้นภายในประเทศอิตาลีเองแล้ว   วิกฤติหนี้สาธารณะของอิตาลีในครั้งนี้ยังทวีความรุนแรงมากขึ้นเมื่อสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อชั้นนำหลายๆแห่งต่างพร้อมใจกันปรับลดความน่าเชื่อถือของประเทศอิตาลีลง โดยล่าสุด Moody’s ทำการปรับลดความน่าเชื่อถือของพันธบัตรอิตาลีลง 3 ระดับจาก Aa2 เป็น A2 ยิ่งส่งผลตอกย้ำถึงความเสี่ยงและความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อพันธบัตรอิตาลี และส่งผลกระทบต่อภาพรวมของกลุ่ม EU อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้   เนื่องจากตลาดพันธบัตรอิตาลีถือเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่มาก และรัฐบาลของหลายๆประเทศรวมถึงประเทศในกลุ่ม EU ด้วยกัน ต่างก็ถือครองพันธบัตรอิตาลีเอาไว้เป็นจำนวนมาก   ดังนั้นหากอิตาลีต้องประสบกับปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ขึ้นมาจริงๆแล้ว ย่อมต้องส่งผลกระทบต่อเนื่องกันเป็นลูกโซ่ต่อระบบเศรษฐกิจโลกในที่สุด   ซึ่งท่ามกลางความกังวลที่ทั่วโลกกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิดนี้ นายมาริโอ มอนติ นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของอิตาลีได้ประกาศอย่างชัดเจนว่าจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อทำให้งบประมาณขาดดุลของประเทศอิตาลีกลับเข้าสู่ภาวะปกติอีกครั้งในปี 2556 โดยใช้มาตรการรัดเข็มขัด ขึ้นภาษี และขายสินทรัพย์บางส่วนเพื่อลดหนี้ นอกจากนี้แล้วการที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ได้เข้ามาแทรกแซงตลาดพันธบัตรของประเทศที่กำลังมีปัญหาทางการคลังอย่างต่อเนื่อง ก็อาจเป็นอีกหนทางหนึ่งที่จะช่วยสร้างเสถียรภาพให้กับตลาดพันธบัตร และช่วยฟื้นความมั่นใจให้กับนักลงทุนให้กลับมาลงทุนในตราสารหนี้ยุโรปอีกครั้ง

                สำหรับประเทศไทยนั้นยังไม่มีแนวโน้มว่าจะเกิดปัญหาหนี้สาธาณะเช่นกรณีของอิตาลีหรือประเทศอื่นๆในกลุ่ม EU   โดยในปัจจุบันประเทศไทยมีหนี้สาธารณะประมาณ 2.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐหรือคิดเป็น 43.1% ของตัวเลข GDP ซึ่งยังอยู่ในระดับที่รัฐบาลสามารถบริหารจัดการได้   นอกจากนี้แล้วกว่าร้อยละ 26.8 ของหนี้สาธารณะทั้งหมดเป็นหนี้ของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจเชิงพาณิชย์ที่มีผลประกอบการดีและมีความสามารถในการชำระคืนได้อย่างสม่ำเสมอ   อีกทั้งหนี้สาธารณะของไทยส่วนใหญ่เป็นหนี้ที่อยู่ในรูปสกุลเงินบาทมากกว่าหนี้ที่เป็นสกุลเงินต่างประเทศ ซึ่งทำให้ความเสี่ยงที่เกิดจากความผันผวนในตลาดเงิน ตลาดทุน รวมไปถึงความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ   แต่สำหรับบรรยากาศการลงทุนในตลาดตราสารหนี้ไทย อาจได้รับผลกระทบจากวิกฤตที่เกิดขึ้นในกลุ่ม EU อยู่บ้าง เนื่องจากมีความเป็นไปได้ที่นักลงทุนต่างชาติบางกลุ่มอาจลดการลงทุนในเอเชียรวมถึงในประเทศไทยลง และหันไปเพิ่มสัดส่วนการถือครองพันธบัตรรัฐบาลของกลุ่มประเทศยุโรปมากขึ้น เนื่องจากราคาของตราสารหนี้เหล่านั้นปรับตัวลดลงไปค่อนข้างมากแล้ว   ซึ่งอย่างไรก็ตามการลงทุนในตลาดตราสารหนี้ไทย ยังถือได้ว่ามีความเสี่ยงน้อย ในขณะที่ผลตอบแทนอยู่ในระดับที่ค่อนข้างดีเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ในภูมิภาคเดียวกัน จึงน่าจะเป็นแรงดึงดูดให้เม็ดเงินจากนักลงทุนต่างชาติอีกส่วนหนึ่งไหลเข้ามาลงทุนในตลาดตราสารหนี้ไทยอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน   แต่ทั้งนี้ รัฐบาลไทยต้องบริหารจัดการนโยบายการคลังเพื่อรักษาสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ให้อยู่ในกรอบความยั่งยืนทางการคลังอย่างสม่ำเสมอ   รวมถึงการกำกับดูแลสถาบันการเงินภาคเอกชนอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้ประสบกับปัญหาสภาพคล่องจนต้องกลายมาเป็นภาระทางด้านการคลัง ที่มีบทเรียนให้เห็นจากหลายๆประเทศในกลุ่ม EU แล้ว

 

 

 

 

 


ข้อจำกัดความรับผิด (Disclaimer)
บทความฉบับนี้ จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ความรู้ทั่วไปที่เกี่ยวข้องกับตลาดตราสารหนี้ โดยอ้างอิงจากข้อมูลสถิติในอดีต   ประกอบกับทัศนะส่วนตัวของผู้เขียน ทั้งนี้ ThaiBMA ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อจะชี้นำการลงทุน หรือสร้างข้อสรุปว่าการลงทุนในทางเลือกใดถือเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ThaiBMA ขอสงวนสิทธิ์ที่จะไม่รับผิดชอบต่อผู้ที่นำเอกสารฉบับนี้ไปใช้แล้วก่อให้เกิดซึ่งความสูญเสียกำไรหรือสูญเสียโอกาส หรือความเสียหายใดๆที่เกิดขึ้นทั้งสิ้น
 
   
 
 
 
Copyright © 2009 by Thaibond.com