|
ืในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ปัญหาหนี้สาธารณะของประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป (EU) ได้กลายมาเป็นปัจจัยหลักที่คอยกดดันบรรยากาศการลงทุนทั้งในตลาดหุ้น และตลาดตราสารหนี้ของไทยรวมถึงประเทศอื่นๆทั่วโลก โดยล่าสุดสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (S&P) ได้ประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศในสหภาพยุโรปรวม 9 ประเทศ โดยที่ฝรั่งเศส และออสเตรีย ถูกลดความน่าเชื่อถือลง 1 ขั้น จากระดับ AAA สู่ AA+ ในขณะที่ประเทศ ไซปรัส อิตาลี โปรตุเกส และสเปน ถูกลดความน่าเชื่อถือลง 2 ขั้น และมีผลทำให้ความน่าเชื่อถือของโปรตุเกสในปัจจุบันลดลงสู่ระดับJunk Bond หรือระดับที่มีความเสี่ยงในการลงทุนค่อนข้างสูงนั่นเอง นอกจากนี้ S&P ยังปรับลดความน่าเชื่อถือของประเทศมอลตา สโลวาเกีย และสโลวาเนีย ลงอีกประเทศละ 1 ขั้น เนื่องจาก S&P มีความเห็นว่ามาตรการต่างๆ ที่กลุ่ม EU พยายามผลักดันเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สาธารณะที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ยังไม่เพียงพอต่อปัญหาที่มีอยู่ และยังไม่สามารถป้องกันความเสี่ยงจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต หากกลุ่ม EU ต้องนำมาตรการรัดเข็มขัด หรือการรักษาวินัยทางการคลังอย่างเคร่งครัดมาใช้
การถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศในกลุ่ม EU ครั้งนี้ มีผลกระทบต่อเนื่องไปยังตลาดการเงินของประเทศอื่นๆ ทั่วโลกด้วยเช่นกัน ซึ่งในเบื้องต้นคาดว่าจะเกิดการเคลื่อนย้ายของเงินทุน และมีผลทำให้อัตราแลกเปลี่ยนเกิดความผันผวน โดยเฉพาะกับค่าเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐ และเงินสกุลยูโร โดยนักลงทุนมีแนวโน้มจะลดการถือครองสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงในประเทศที่กำลังเกิดปัญหา (ซึ่งสังเกตได้จากการปรับตัวลดลงของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ของประเทศในกลุ่ม EU) ในขณะที่ตลาด Emerging Market และตลาดในภูมิภาคอาเซียน ที่ยังรักษาระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างเข้มแข็ง จะกลายเป็นแหล่งดึงดูดที่น่าสนใจสำหรับเม็ดเงินที่ไหลออกจากกลุ่ม EU ซึ่งประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่ให้ผลตอบแทนจากการลงทุนอยู่ในระดับที่ดี และได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้แล้ว การที่ประเทศไทยถือเป็นประเทศที่ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากวิกฤตหนี้สาธารณะที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ น่าจะเป็นแรงดึงดูดให้มีเม็ดเงินจำนวนหนึ่งไหลเข้ามาลงทุนทั้งในสินทรัพย์เสี่ยง (ตลาดหุ้น) และสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ (ตลาดตราสารหนี้) มากขึ้นกว่าในปีที่ผ่านมา โดยข้อมูลในปี 2554 พบว่านักลงทุนต่างชาติมียอดซื้อสุทธิในตลาดตราสารหนี้ไทย (เฉพาะตราสารอายุมากกว่า 1 ปี) กว่า 162,000 ล้านบาท ในขณะที่มียอดขายสุทธิในตลาดหุ้นประมาณ 5,100 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากปัญหาอุทกภัยครั้งใหญ่ในช่วงปลายปี ที่สร้างความเสียหายให้กับภาคเอกชนและภาคเศรษฐกิจโดยรวม และมีผลกระทบต่อความมั่นใจของนักลงทุนต่างชาติสำหรับการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงของไทยตามมาในที่สุด
ดังนั้นหากพิจารณาจากตัวเลขที่เกิดขึ้นในปีผ่านมา น่าจะช่วยยืนยันได้ในระดับหนึ่งว่านักลงทุนต่างชาติค่อนข้างมีความมั่นใจต่อการลงทุนในตลาดตราสารหนี้ไทย และถึงแม้ว่าผลตอบแทนจากตลาดตราสารหนี้ไทยจะยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าในหลายประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ในภูมิภาคเดียวกัน (ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีของไทยอยู่ที่ประมาณ 3.20% ในขณะที่ของประเทศอินโดนีเซียอยู่ที่ประมาณ 5.60% และประเทศฟิลิปปินส์อยู่ที่ประมาณ 5.20%) แต่ด้วยระดับหนี้สาธารณะของไทยต่อ GDP ที่ประมาณ 41% บวกกับเสถียรภาพทางการเงินทั้งจากฐานะเงินคงคลัง และทุนสำรองระหว่างประเทศซึ่งอยู่ในระดับที่มั่นคง ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่น่าจะช่วยสนับสนุนและดึงดูดให้ตลาดตราสารหนี้ไทย กลายเป็นตลาดที่นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้นในปีนี้
นอกจากนี้แล้วการที่ภาวะเศรษฐกิจโลก (รวมถึงเศรษฐกิจไทย) เริ่มเข้าสู่ภาวะชะลอตัวอีกครั้งหนึ่งตามผลพวงของวิกฤตหนี้สาธารณะที่เกิดขึ้นในกลุ่ม EU ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้การลงทุนในตลาดตราสารหนี้ไทยมีความคึกคักมากขึ้น เพราะมาตรการที่ธนาคารกลางโดยทั่วไปมักนำมาใช้สำหรับช่วงที่เศรษฐกิจเริ่มเข้าสู่ภาวะชะลอตัว มักจะเป็นการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย หรือการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายและการลงทุนเพิ่มขึ้นนั่นเอง ซึ่งอัตราดอกเบี้ยภายในประเทศไทยที่มีแนวโน้มว่าจะปรับตัวลดลงในปีนี้ จะช่วยกระตุ้นให้การซื้อขายตราสารหนี้ไทยมีความคึกคักมากขึ้นจากปีก่อน และน่าจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในสายตาของนักลงทุนต่างประเทศเพิ่มขึ้น ควบคู่ไปกับเป็นแรงดึงดูดในทางอ้อมให้เม็ดเงินจากนักลงทุนต่างชาติไหลเข้าสู่ตลาดตราสารหนี้ไทยเพิ่มขึ้นในอีกทางหนึ่งด้วยเช่นกัน ซึ่งในท้ายที่สุดแล้ว นักลงทุนต่างชาติจะมีทิศทางของการลงทุนในประเทศไทยอย่างไร ถือเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป
|