ตลาดตราสารหนี้
ประวัติความเป็นมา
ตลาดตราสารหนี้กับระบบเศรษฐกิจของประเทศ
กฎหมาย ข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง
สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย
ความเป็นมาและวัตถุประสงค์
บทบาท หน้าที่ การให้บริการ
ข้อบังคับ ประกาศ หนังสือเวียน
คณะกรรมการสมาคมฯ
สมาชิกสมาคมฯ
ผู้ค้าตราสารหนี้ขึ้นทะเบียน

 

.......กล่าวได้ว่าตลาดตราสารหนี้ไทยมีพัฒนาการมานานกว่า 60 ปี นับจากที่ กระทรวงการคลังได้ออก
พันธบัตรรัฐบาลเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2476 ทั้งนี้ ในช่วงเริ่มแรกตราสารหนี้ในตลาดส่วนใหญ่จะเป็นของภาครัฐ เนื่องจากรัฐบาลมีความจำเป็นต้องลงทุนในโครงการต่างๆ เป็นจำนวนมากโดยเฉพาะโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่เพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ในขณะที่ตราสารหนี้ภาคเอกชนเริ่มมีบทบาทมากขึ้นในช่วง 5 ปีที่ผ่านมานับจากมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ซึ่งได้ลดอุปสรรคของภาคเอกชนในการระดมทุนโดยผ่านตราสารหนี้
.
การพัฒนาตลาดตราสารหนี้จึงนับว่ามีความสำคัญมากขึ้นเป็นลำดับ เพราะนอกจากจะเป็นแหล่งระดมเงินออมระยะปานกลางและระยะยาวซึ่งมีส่วนช่วยลดช่องว่างระหว่างเงินลงทุนและเงินออมของประเทศแล้ว ตราสารหนี้ยังเป็นช่องทางระดมเงินทุนในประเทศที่จะช่วยลดการพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศด้วย นอกจากนี้ยังสนองตอบต่อนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมเงินออมในประเทศ โดยเฉพาะการให้ความสำคัญกับการออมแบบผูกพันระยะยาว
..
..การพัฒนาตลาดตราสารหนี้ในช่วงที่ผ่านมา แม้ว่าจะดำเนินการมาอย่างเป็นขั้นเป็นตอน และนับได้ว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งแล้ว แต่เพื่อที่จะพัฒนาให้ตลาดตราสารหนี้มีความแข็งแกร่งและก้าวหน้ายิ่งขึ้นภาครัฐควรจะต้องเพิ่มบทบาทในการพัฒนาตลาดตราสารหนี้มากยิ่งขึ้นโดยการขจัดอุปสรรคด้านกฏระเบียบที่ขัดขวางการพัฒนาตลาดตราสารหนี้ รวมทั้ง เร่งการเพิ่มอุปทานตราสารหนี้ภาครัฐให้มากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันภาคเอกชนที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการพัฒนาตราสารหนี้ ควรจะเร่งพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐาน และสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับตราสารหนี้ให้แพร่หลายทั้งในด้านผู้ออกตราสารหนี้ และผู้ลงทุน
จากวิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้นกับระบบการเงินและระบบเศรษฐกิจในปัจจุบัน ย่อมแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องพัฒนาตลาดตราสารหนี้ให้มีความแข็งแกร่งเพื่อสร้างความสมดุลและความสมบูรณ์ให้แก่ระบบการเงินในประเทศต่อไปในอนาคต
 
......พัฒนาการของตลาดตราสารหนี้ไทย
 
.........ตราสารหนี้ของไทยเกิดขึ้นเมื่อปี 2476 โดยกระทรวงการคลังเป็นผู้ออกพันธบัตรรัฐบาลเพื่อระดมเงินทุนจากภายในประเทศเป็นครั้งแรก แต่หลังจากมีการก่อตั้งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขึ้นในปี 2485 ธปท.จึงได้เข้ามามีบทบาทในการกำกับดูแลแทน โดยในช่วงต้นของตลาดตราสารหนี้ไทยสัดส่วนของพันธบัตรภาครัฐมีมูลค่าสูงกว่าร้อยละ 90 ของมูลค่าตลาดรวม
 
.......การระดมของภาครัฐโดยการออกพันธบัตรรัฐบาลยิ่งมีปริมาณเพิ่มมากขึ้น เมื่อประเทศไทยเริ่มใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติตั้งแต่ปี 2504 เป็นต้นมา โดยได้มีกำหนดแนวนโยบายที่มุ่งเน้นด้านการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมและปรับปรุงด้านโครงสร้างพื้นฐานเป็นหลัก รัฐบาลในช่วงนั้นจึงมีรายจ่ายสูงกว่าการจัดเก็บภาษีเป็นจำนวนมหาศาล ซึ่งส่งผลให้งบประมาณของรัฐบาลขาดดุลอย่างต่อเนื่อง และมีความจำเป็นต้องระดมทุนด้วยการออกพันธบัตรรัฐบาลแทบทุกปี มูลค่าพันธบัตรรัฐบาลที่ออกในช่วงปี 2523-2526 มีอัตราการขยายตัวที่สูงถึงร้อยละ 17 ต่อปี
ทั้งนี้ผู้ลงทุนรายสำคัญที่สุด คือ กลุ่มสถาบันการเงิน ได้แก่ ธนาคาร บริษัทเงินทุน ซึ่ง ธปท.กำหนดให้สถาบันการเงินเหล่านี้ต้องถือพันธบัตรรัฐบาล พันธบัตรรัฐวิสาหกิจที่กระทรวงการคลังค้ำประกัน หรือพันธบัตรรัฐวิสาหกิจที่ ธปท.ให้ความเห็นชอบไว้เป็นสำรองตามกฎหมายและเป็นเงื่อนไขในการขอเปิดสาขาใหม่ในสัดส่วนร้อยละ 16 ของเงินฝาก
เพื่อเป็นการสร้างอุปสงค์ต่อพันธบัตรรัฐบาลขึ้น อย่างไรก็ตาม ข้อกำหนดเรื่องการดำรงพันธบัตรไว้เพื่อการขอเปิดสาขาใหม่ได้ยกเลิกไปเมื่อเดือนพฤษภาคม 2536
 
.......นับตั้งแต่ปี 2533 เป็นต้นมารัฐบาลเริ่มมีฐานะการคลังดีขึ้นและมีงบประมาณเกินดุลมาโดยตลอด นับจากนั้นมารัฐบาลจึงไม่มีการออกพันธบัตรรัฐบาลมาสู่ตลาดอีกเลยจนถึงปัจจุบัน ประกอบกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมามีอัตราที่สูงทำให้ความต้องการพันธบัตรรัฐบาลมีอัตราที่สูงตามไปด้วย อุปทานตราสารหนี้ภาครัฐจึงเริ่มหดหายไปเป็นลำดับ ทั้งนี้เพราะสถาบันการเงินไม่ว่าจะเป็นธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุนมีความจำเป็นต้องถือครองพันธบัตรรัฐบาลหรือพันธบัตรรัฐวิสาหกิจไว้ในสัดส่วนอย่างต่ำร้อยละ 1.5 และ 4.5 ของเงินฝากตามลำดับเพื่อดำรงเป็นสำรองตามกฎหมาย สถาบันการเงินส่วนใหญ่จึงเก็บพันธบัตรรัฐบาลไว้มากกว่าที่จะนำออกมาซื้อขายในตลาดรองทำให้สภาพตลาดพันธบัตรรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมามีสภาพคล่องที่ต่ำมาก
 
.......ในขณะเดียวกันพันธบัตรรัฐวิสาหกิจเริ่มมีบทบาทในตลาดตราสารหนี้มากขึ้นโดยเริ่มจากปี 2536 เนื่องจากความต้องการเงินลงทุนในโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่และจากการที่รัฐบาลจำกัดเพดานการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจมูลค่าพันธบัตรรัฐวิสาหกิจ ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2540 มีมูลค่าสูงประมาณ 288 พันล้านบาทหรือคิดเป็นร้อยละ 55ของมูลค่าของตราสารหนี้รวมทั้งตลาด
 
.......อย่างไรก็ตาม แม้ว่าตลาดตราสารหนี้ไทยจะเกิดขึ้นมานานพอควรแต่ก็นับว่ายังมีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับตลาดการเงินอื่นๆ โดย ณ สิ้นปี2539 ตลาดตราสารหนี้มีขนาดเพียงร้อยละ 11 ของเงินกู้ยืมจากธนาคาร หรือร้อยละ 20 ของมูลค่าหุ้นในตลาดหลักทรัพย์และ ร้อยละ 11 ของ GDP เท่านั้น และหากพิจารณาภาพรวมของตลาดการเงินทั้งระบบพบว่าตลาดตราสารหนี้คิดเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 7 ของตลาดการเงินทั้งระบบเท่านั้น ในขณะที่ตลาดตราสารหนี้ในต่างประเทศที่มีการพัฒนาเต็มที่แล้ว เช่นสหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่นในปี 2537 ขนาดของตลาดตราสารหนี้มีอัตราส่วนสูงถึงร้อยละ 110 และร้อยละ 74 ของGDPตามลำดับ และเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในภูมิภาคเอเชียที่มีศักยภาพใกล้เคียงกัน กล่าวคือ มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ขนาดของตราสารหนี้คิดเป็นร้อยละ 56 และ 39 ของ GDP ซึ่งจากสถิติดังกล่าวจะเห็นว่าตลาดตราสารหนี้ของไทยยังมีขนาดเล็กมาก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าตลาดตราสารหนี้ไทยมีศักยภาพที่จะเติบโตได้อีกมากเช่นกันสำหรับ ตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชนในอดีตมีการระดมทุนโดยออกตราสารหนี้น้อยมากและส่วนใหญ่จะเป็นตราสารหนี้ระยะสั้นเช่น ตั๋วสัญญาใช้เงิน (Promissory Note) ตั๋วแลกเงิน (Bill of Exchange) เนื่องจากปัญหาด้านกฎระเบียบของทางราชการมีความยุ่งยากในขณะที่ผู้ลงทุนยังขาดความเข้าใจเกี่ยวกับตราสารหนี้ แต่มาเริ่มพัฒนากันอย่างจริงจังเมื่อมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ พ.ศ.2535 ขึ้นเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2535 เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้บริษัทจำกัดและบริษัทมหาชนจำกัดสามารถออกตราสารหนี้เพื่อระดมทุนจากประชาชนได้โดยตรง ซึ่งต่างจากเดิมที่การออกตราสารหนี้ภาคเอกชนนั้นจำกัดอยู่แต่เฉพาะบริษัทมหาชนและบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เท่านั้น ทั้งนี้ การระดมทุนโดยออกตราสารของภาคเอกชนมีมูลค่าเพิ่มขึ้นจาก 5.1 พันล้านบาทในปี 2535 เป็น 182.4 พันล้านบาทในปี 2539 หรือเพิ่มขึ้นกว่า 36 เท่าในช่วงเวลาเพียง 4 ปี
 
......อย่างไรก็ตาม แม้ว่าตลาดตราสารหนี้ไทยจะเกิดขึ้นมานานพอควรแต่ก็นับว่ายังมีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับตลาดการเงินอื่นๆ โดย ณ สิ้นปี2539 ตลาดตราสารหนี้มีขนาดเพียงร้อยละ 11 ของเงินกู้ยืมจากธนาคาร หรือร้อยละ 20 ของมูลค่าหุ้นในตลาดหลักทรัพย์และ ร้อยละ 11 ของ GDP เท่านั้น และหากพิจารณาภาพรวมของตลาดการเงินทั้งระบบพบว่าตลาดตราสารหนี้คิดเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 7 ของตลาดการเงินทั้งระบบเท่านั้น ในขณะที่ตลาดตราสารหนี้ในต่างประเทศที่มีการพัฒนาเต็มที่แล้ว เช่นสหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่นในปี 2537 ขนาดของตลาดตราสารหนี้มีอัตราส่วนสูงถึงร้อยละ 110 และร้อยละ 74 ของGDPตามลำดับ และเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศในภูมิภาคเอเชียที่มีศักยภาพใกล้เคียงกัน กล่าวคือ มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ขนาดของตราสารหนี้คิดเป็นร้อยละ 56 และ 39 ของ GDP ซึ่งจากสถิติดังกล่าวจะเห็นว่าตลาดตราสารหนี้ของไทยยังมีขนาดเล็กมาก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าตลาดตราสารหนี้ไทยมีศักยภาพที่จะเติบโตได้อีกมากเช่นกัน
 
 

 

สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537
สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย พ.ศ. 2546
.