1. นักลงทุนรายย่อย หรือประชาชนทั่วไปจะลงทุนในตราสารหนี้ได้อย่างไร และมีรูปแบบการซื้อขายตราสารหนี้อย่างไร
ตลาดตราสารหนี้มีความแตกต่างอย่างชัดเจนจากตลาดทุนหรือตลาดหุ้นที่นักลงทุนรายย่อยคุ้นเคย โดยประการแรก ตลาดตราสารหนี้เป็นการซื้อขายในระบบเปิด (Open Market) หรือ over the counter คือจะไม่มีสถานที่ที่ทำการซื้อขายแน่นอน และมิได้จำกัดกลุ่มผู้เล่นในตลาดไว้เพียงบริษัทหลักทรัพย์ที่มีใบอนุญาตนายหน้า(Broker)ดังเช่นการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยซึ่งเป็นระบบปิด การซื้อขายตราสารหนี้สามารถทำได้หลายระดับ โดยนักลงทุนอาจตกลงซื้อขายระหว่างกันเอง หรืออาจซื้อขายกับผู้ค้าตราสารหนี้(Dealer) โดย ณ สิ้นเดือนตุลาคม 2546 มีบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตค้าหลักทรัพย์ประเภทตราสารหนี้จำนวน 60 บริษัท ในกรณีที่เป็นบริษัทหลักทรัพย์ ใบอนุญาตค้าหลักทรัพย์จะครอบคลุมไปถึงการค้าตราสารทุนด้วย แต่จะครอบคลุมเพียงการค้าตราสารหนี้ในกรณีที่เป็นธนาคารพาณิชย์และบริษัทเงินทุน
ลูกค้าทั้งรายย่อยและรายใหญ่ที่ต้องการซื้อหรือขายตราสารหนี้ สามารถติดต่อที่ฝ่ายค้าตราสารหนี้ของสถาบันการเงินต่างๆได้ การค้าจะทำโดยการเจรจาต่อรองระหว่าง Dealer กับลูกค้าหรือนักลงทุนเพื่อตกลงราคาและปริมาณตราสารหนี้ที่ตนต้องการซื้อขาย ซึ่งเป็นการดำเนินไปในลักษณะ Over the counter เมื่อตกลงกันแล้วในรายการใด การดำเนินการด้านการชำระเงินและส่งมอบตราสารก็จะเกิดขึ้นโดยส่วนงานที่เป็น Back office ในปัจจุบันช่องทางที่ใช้ในการติดต่อระหว่างผู้ซื้อและผู้ขายคือ โทรศัพท์ Dealer นอกจากการโทรศัพท์คุยกับลูกค้าแล้วยังส่งคำเสนอซื้อ (bid) และเสนอขาย (offer) ตราสารหนี้เป็นประจำตามสื่อต่าง ๆ เช่น หนังสือพิมพ์ สื่อ on-line ต่าง ๆ เช่น หน้า website ของ Dealer หรือสถาบันการเงินที่ทำการจัดจำหน่ายตราสารหนี้นั้น หากมีผู้สนใจที่จะซื้อ/ขายก็สามารถโทรศัพท์ติดต่อกับ dealer รายนั้นได้
นักลงทุนที่มีความสนใจที่จะลงทุนในตราสารหนี้สามารถลงทุนได้ทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยทางตรงหมายถึง การที่นักลงทุนเข้าไปซื้อในตลาดแรกเมื่อผู้ออกตราสารหนี้เสนอขายตราสารหนี้ในกรณีที่ผู้ออกเสนอขายเป็นการทั่วไป หรือการที่นักลงทุนทำการซื้อ/ขายตราสารหนี้นั้นโดยตรงกับ dealer ตามราคาเสนอซื้อ/เสนอขายที่ dealer นั้น ประกาศตามสื่อต่าง ๆ ส่วนการลงทุนทางอ้อม หมายถึง การซื้อกองทุนรวมที่มีวัตถุประสงค์ในการลงทุนในตราสารหนี้เป็นหลัก (fixed income fund) ซึ่งในปัจจุบันมีอยู่มากมายหลายประเภทให้นักลงทุนสามารถเลือกลงทุนได้ตามวัตถุประสงค์ของตนเอง หรือลงทุนโดยผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ ซึ่งกองทุนเหล่านี้จะนำเงินที่ได้ไปลงทุนในตราสารหนี้ และตราสารอื่น ๆ อีกต่อหนึ่ง
2. สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) คือใคร มีบทบาทหน้าที่อย่างไรบ้าง
สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยจัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นตลาดรองของการซื้อขายตราสารหนี้ โดยทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของข้อมูล การสร้างมาตรฐานในตลาดตราสารหนี้รวมถึงการให้บริการด้านต่างๆเพื่อส่งเสริมสภาพคล่องในการซื้อขาย
สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยมีบทบาทและหน้าที่ในการพัฒนาตลาดตราสารหนี้ของประเทศอยู่ 5 ด้านดังนี้
1. การเป็นองค์กรกำกับดูแลตนเอง (SRO)
ThaiBMA ทำหน้าที่กำกับดูแลสมาชิกเพื่อให้การประกอบธุรกรรมด้านค้าตราสารหนี้เป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุน การดำเนินงานประกอบด้วย
1) ตรวจสอบรายงานและเผยแพร่ข้อมูลการซื้อขายตราสารหนี้ สำนักงาน ก.ล.ต.ได้กำหนดให้ Dealer ทุกรายต้องรายงานข้อมูลซื้อขายตราสารหนี้มายัง ThaiBMA เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ของข้อมูลและความโปร่งใสของตลาดตราสารหนี้ โดย ThaiBMAทำหน้าที่ประมวลผลและตรวจสอบข้อมูลการซื้อขาย และนำออกเผยแพร่ทุกสิ้นวันเพื่อรายงานภาวะตลาดและใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงในการลงทุน
2) ติดตามภาวะตลาดและตรวจสอบการซื้อขายตราสารหนี้ (Market Monitoring & Surveillance) ThaiBMA จะตรวจสอบข้อมูลซื้อขายซึ่ง Dealer รายงานเข้ามา เพื่อกำกับดูแลพฤติกรรมการซื้อขายของสมาชิกและผู้ค้าตราสารหนี้ให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องและไม่ให้เกิดการกระทำที่ไม่เป็นธรรมแก่ลูกค้า
3) ตรวจสอบ (Member inspection) และลงโทษสมาชิก (Enforcement) หากมีการปฏิบัติขัดต่อกฎเกณฑ์ที่กำหนด โดย ThaiBMA จะออกตรวจสอบสมาชิกเป็นประจำ และหากพบการกระทำผิดจะเสนอเข้าสู่การพิจารณาของอนุกรรมการวินัยเพื่อกำหนดบทลงโทษ ทั้งนี้เพื่อสร้างความมั่นใจในมาตรฐานการปฏิบัติงานของผู้ค้าตราสารหนี้แก่นักลงทุน
4) กำหนดจรรยาบรรณและมาตรฐานการปฏิบัติงานในตลาดรองตราสารหนี้ รวมถึงกำหนดกระบวนการพิจารณาความผิด และบทลงโทษผู้ค้าตราสารหนี้ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมในการทำธุรกรรมการซื้อขายตราสารหนี้
5) ขึ้นทะเบียนผู้ค้าตราสารหนี้ (Bond Trader Registration) สำนักงาน ก.ล.ต.กำหนดให้ Bond trader ทุกคนต้องขึ้นทะเบียนกับ ThaiBMA โดย ThaiBMA ได้กำหนดให้มีการทดสอบความรู้ความสามารถ ซึ่งครอบคลุมถึงเรื่องจรรยาบรรณในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อส่งเสริมคุณภาพของผู้ปฏิบัติงานในตลาด
2. การให้บริการและเป็นศูนย์กลางข้อมูลในตลาดตราสารหนี้
1) ThaiBMA ทำหน้าที่ขึ้นทะเบียนตราสารหนี้ (Bond Registration) ทั้งตราสารหนี้ภาครัฐและหุ้นกู้เอกชน โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและความโปร่งใสในการเปิดเผย ติดตามและตรวจสอบข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตราสารหนี้และผู้ออกตราสารหนี้ สำนักงาน ก.ล.ต. กำหนดให้ตราสารหนี้ที่ออกเสนอขายเป็นการทั่วไป ต้องขึ้นทะเบียนกับ ThaiBMA เพื่อความโปร่งใสของตลาด ดังนั้น ThaiBMA จึงทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางข้อมูลทั้งในตลาดแรกและตลาดรองได้อย่างสมบูรณ์
2) ThaiBMA เป็นศูนย์กลางในการรวบรวมและเผยแพร่ข้อมูลต่างๆในตลาดตราสารหนี้ โดยผ่านช่องทางต่างๆ รวมถึง website www.thaibma.or.th และ www.thaibond.com โดยประกอบด้วยข้อมูลพื้นฐานของตราสารหนี้ในตลาดแรก และข้อมูลการซื้อขายในตลาดรอง ข้อมูลราคาอ้างอิงต่างๆ (Reference yield) ของตลาด Yield Curve, Bond Index ตลอดจนข้อมูลเกี่ยวกับการวิเคราะห์การลงทุน ตลอดจนข่าวสารต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน
3. การกำหนดวิธีปฏิบัติและมาตรฐานต่างๆของตลาดตราสารหนี้ (Market Convention / Standard)
ThaiBMA ทำหน้าที่กำหนดมาตรฐานต่างๆที่ใช้ในตลาดตราสารหนี้ เพื่อให้สมาชิกและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องดำเนินธุรกรรมอย่างมีมาตรฐานเดียวกัน เช่น มาตรฐานการคำนวณราคาและอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ประเภทต่างๆ การกำหนดสัญลักษณ์มาตรฐานของตราสารหนี้ การกำหนดมาตรฐานด้านงานทะเบียนตราสารหนี้ การจัดทำสัญญาซื้อคืนมาตรฐานของตลาดตราสารหนี้ เป็นต้น
4. การพัฒนาตลาดตราสารหนี้ (Market Development)
ThaiBMA สนับสนุนการพัฒนาอย่างต่อเนื่องของตลาดตราสารหนี้ โดยพัฒนาเครื่องมือและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อส่งเสริมการซื้อขายและลงทุนในตลาดตราสารหนี้ เช่น การพัฒนา benchmark ต่างๆ เช่น Yield curve, Bond index รวมถึงการพัฒนาเพื่อรองรับนวัตกรรมทางการเงินประเภทใหม่ๆ การจัดอบรมความรู้ด้านตราสารหนี้ เพื่อพัฒนาบุคลากรด้านตราสารหนี้ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมทั้งการให้ความรู้ความเข้าใจด้านการลงทุนในตราสารหนี้แก่นักลงทุนรายย่อย นักลงทุนสถาบันทั้งภาครัฐและเอกชน นักศึกษา ประชาชน และผู้สนใจทั่วไป
5. การทำหน้าที่ Bond Pricing Agency
ThaiBMA ทำหน้าที่เผยแพร่ราคาอ้างอิงตราสารหนี้ทุกรุ่นสำหรับการ mark-to-market ของผู้ลงทุน โดยเฉพาะกองทุนต่างๆ เพื่อให้มีราคายุติธรรมโดยเฉพาะสำหรับตราสารหนี้ที่มีสภาพคล่องในการซื้อขายน้อย
3. สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ซื้อขายตราสารหนี้ด้วยหรือไม่
สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ไม่ได้รับซื้อและขายตราสารหนี้โดยตรง แต่ทำหน้าที่ ในการเป็นองค์กรกลางเพื่อการเผยแพร่ข้อมูลราคาตราสารหนี้ทั้งที่มีการซื้อขาย และข้อมูลราคาที่ เกิดจากการ quote เข้ามาของสถาบันการเงินที่เป็นสมาชิกของสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย ซึ่งหน้าที่ ดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในบทบาทและหน้าที่ของสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย
การซื้อขายตราสารหนี้ส่วนใหญ่เป็นการซื้อขายผ่านผู้ค้าตราสารหนี้ (Dealers) ซึ่งก็คือสถาบันการเงินที่มีใบอนุญาตในการค้าหลักทรัพย์อันเป็นตราสารแห่งหนี้และส่วนใหญ่ก็คือสมาชิกของสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย
(ดูรายชื่อสมาชิกสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยใน www.thaibond.com หัวข้อ “ สมาชิกของสมาคมฯ “)
สำหรับนักลงทุนรายย่อยและประชาชนทั่วไปที่สนใจลงทุน และซื้อขายตราสารหนี้ สามารถเข้ามาค้นหาข้อมูลในเว็บไซต์ www.thaibond.com ที่สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย จัดทำเพื่อนักลงทุนรายย่อยและประชาชนทั่วไปเป็นการเฉพาะ นอกจากนั้นนักลงทุนรายย่อยและผู้ที่สนใจทั่วไปยังสามารถคำนวณราคาตราสารหนี้ทุกรายการที่ขึ้นทะเบียนอยู่ในสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆทั้งสิ้นจากเว็บไซต์ดังกล่าว
4. นักลงทุนรายย่อยควรจะขายหุ้นกู้ที่ถืออยู่เมื่อใด
การซื้อขายตราสารหนี้มีค่าใช้จ่ายทั้งในส่วนของค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายอันเนื่องจากส่วนต่าง ซึ่งจะสูญไปเมื่อ ซื้อมาและขายไป รวมทั้งการลงทุนในตราสารหนี้เพื่อมีจุดมุ่งหมายจากการเก็งกำไร ทำได้ไม่ง่ายนัก และไม่แนะนำในกรณีของนักลงทุนรายย่อยซึ่งมีขนาดพอร์ตขนาดเล็ก ดังนั้นนักลงทุนรายย่อยควรเน้นการลงทุนตราสารหนี้เพื่อการลงทุน หรือออมเงินระยะยาว โดยใช้ข้อดีของตราสารหนี้คือ มีความเสี่ยงต่ำ มีผลตอบแทนคงที่ และมีอายุการลงทุนให้เลือกในระยะยาวกว่าการฝากเงิน ดังนั้นการลงทุนของรายย่อยแนะนำให้เป็นการลงทุนเพื่อถือจนสิ้นอายุ นอกจากมีความจำเป็นอย่างมาก ถึงจะแนะนำให้ขายตราสารหนี้ ความจำเป็นที่กล่าวคือ ความจำเป็นต้องใช้เงินของผู้ถือ หรือ ผู้ถือเล็งเห็นว่า ผู้ออกตราสารหนี้มีความน่าเชื่อถือลดลงๆ และเล็งเห็นว่า ตราสารหนี้ที่ถือไว้มีความเสี่ยงจนเกินไป หรือผู้ถือเล็งเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยกำลังจะปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งในกรณีนี้ถือเป็นการเก็งกำไรอย่างหนึ่ง ถ้าไม่มีสภาวการณ์ที่น่าเชื่อถือจริงๆ ก็ไม่ควรนำออกขายเพื่อเก็งกำไร กรณีอีกอย่างหนึ่งที่อาจทำให้ผู้ถือขายตราสารหนี้คือ การเปลี่ยนแแปลงแผนการออมของผู้ถือ ซึ่งผู้ถืออาจต้องการขายตราสารหนี้เพื่อซื้อตราสารหนี้ที่มีอายุตามที่ต้องการตามแผนการออม
5. หากมีสถาบันการเงินเสนอให้ซื้อหรือลงทุนในหุ้นกู้ ควรต้องพิจารณาอะไรบ้างและจะทราบได้อย่างไรว่าควรลงทุนหรือไม่
ในการลงทุนหุ้นกู้หรือตราสารหนี้ ควรเป็นไปตามแผนการลงทุน หรือแผนการออมเงินของเรา เงินออม ส่วนที่นำมาซื้อตราสารหนี้ควรเป็นเงินออมส่วนที่ต้องการความมั่นคง มากกว่าความเสี่ยง แต่มีอายุการลงทุนแน่นอน เช่น ต้อวการออมเงินส่วนนี้เป็นเวลา 5 ปี ถ้ามีความจำเป็นต้องการใช้เงินอาจจำเป็น ต้องขายในตลาด หรือนำตราสารหนี้ไปจำนำ ซึ่งอาจทำให้เกิดการขาดทุนได้ ถ้าไม่มั่นใจอาจใช้วิธีลงทุนใน ตราสารหนี้ที่มีการจ่ายคูปองเป็นแบบอัตราดอกเบี้ยลอยตัว ดังนั้นการพิจารณาซื้อตราสารหนี้ที่นำมาเสนอขาย ควรศึกษาตราสารหนี้ที่นำมาเสนอขายในสองส่วน ส่วนแรกคือ ความเสี่ยง ว่าเป็นหุ้นกู้ของใคร มีอันดับความ น่าเชื่อถือเป็นเช่นไร และพิจารณาแล้วว่ามีความเสี่ยงอยู่ในระดับที่พอยอมรับได้ ส่วนที่สองคือ ตัวตราสารหนี้เองว่า มีอายุกี่ปี มีการจ่ายคูปองอย่างไร เป็นอัตราคงที่ หรืออัตราลอยตัว และมีข้อกำหนดอื่นๆ หรือไม่มีความเหมาะสมต่อแผนการลงทุนของเราอย่างไร
6. มีเงินจะลงทุน อยากทราบว่าต้องดูหุ้นกู้ตัวไหนว่าลงทุนแล้วได้กำไร
การลงทุนในตราสารหนี้ ควรมุ่งเน้นเป็นการออมระยะยาวมากกว่าการลงทุนเพื่อเก็งกำไร ดังนั้นการลงทุนของรายย่อย ควรจะถือจนครบกำหนดไถ่ถอน การลงทุนควรพิจารณาถึง ความเสี่ยงที่ยอมรับได้ โดยพิจารณาจาก ความน่าเชื่อถือของผู้ออกตราสารหนี้โดยเฉพาะข้อมูลจากการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของสถาบันที่ทำหน้าที่นี้โดยเฉพาะ เช่น FITCH และ TRIS เป็นต้น จากนั้นควรพิจารณาจากข้อมูลตราสารหนี้ว่า คุณสมบัติต่างๆ เป็นไปตามแผนการออมของเรา เช่น ในกรณีที่มีแผนการออมแน่นอน เราอาจพิจารณาลงทุนตราสารหนี้ที่มีอายุตรงกับแผนการออม ถ้าที่ต้องการเงินเป็นระยะๆ เพื่อใช้จ่าย อาจพิจารณาหุ้นกู้ชนิดทยอยจ่ายคืนเงินต้น หรือในกรณีที่จะต้องใช้เงิน อาจทดแทนความเสี่ยงจากการขาดทุนในการขายตราสารหนี้ได้โดยการถือหุ้นกู้ที่มีอัตราดอกเบี้ยลอยตัวแทน แต่เสี่ยง ในกรณีนี้ผู้ถือก็จะมีความเสี่ยงในแง่ของผลตอบแทนจากอัตราดอกเบี้ยหน้าตั๋วที่เปลี่ยนแปลงไปได้ ตามอัตราดอกเบี้ยที่ตราสารหนี้นั้นๆ ใช้อ้างอิงได้
7. หากอยากทราบว่ามีหุ้นกู้ตัวไหนจะออกบ้าง เพื่อที่จะพิจารณาลงทุนจะหาข้อมูลได้ที่ไหน
เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุนในการศึกษาข้อมูลตราสารหนี้ก่อนการลงทุน สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยได้จัดเตรียมข่าวสารที่เกี่ยวข้องกับการออกหุ้นกู้ใหม่นำเสนอให้กับนักลงทุนทราบทาง www.thaibond.com นักลงทุนสามารถเรียกดูได้จากหัวข้อ ข่าวตราสารหนี้ ซึ่งข่าวสารที่จัดเตรียม ให้เป็นข่าวที่ได้รับจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ รวมทั้งได้รับการอัพเดทให้ทันสมัยอยู่เสมอ นอกจากนี้แล้ว สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย ได้จัดเตรียมข่าวสารด้านอื่นที่เป็นประโยชน์แก่นักลงทุน อาทิ ความเคลื่อนไหวของผู้ออกหุ้นกู้และหุ้นกู้แต่ละชุดการปรับอันดับความน่าเชื่อถือ และการปรับอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงต่าง ๆ เป็นต้น
8. การนำหุ้นกู้มาขึ้นทะเบียนในสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยมีขั้นตอนอย่างไรและเสียค่าธรรมเนียมเท่าไร
สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย มีนโยบายส่งเสริมให้ผู้ออกหุ้นกู้นำหุ้นกู้มาขึ้นทะเบียน เพื่อให้หุ้นกู้เกิดสภาพคล่อง การสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กรผู้ออกหุ้นกู้ รวมทั้งนักลงทุนมีข้อมูลข่าวสารประกอบการตัดสินใจลงทุน ดังนั้น การนำหุ้นกู้เข้าขึ้นทะเบียนกับสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยจึงมีขั้นตอนที่ไม่ยุ่งยาก เพียงผู้ออกหุ้นกู้ ติดต่อกับผู้จัดการจำหน่าย หรือที่ปรึกษาทางการเงินที่เป็นสมาชิกของสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย เพียงเท่านี้สมาชิกของเราก็จะดำเนินการนำหุ้นเข้าขึ้นทะเบียนแทนผู้ออกหุ้นกู้ ซึ่งวิธีการนี้ทำให้ผู้ออกหุ้นกู้จะได้รับความสะดวกและรวดเร็วสำหรับค่าธรรมเนียมการนำหุ้นเข้าจดทะเบียน ทางเราพิจารณาจากมูลค่าของหุ้นกู้ที่ออก รวมทั้งอายุของหุ้นกู้ นอกจากนี้ยังมีส่วนลดให้กับผู้ออกหุ้นกู้ที่นำหุ้นขึ้นทะเบียน กับสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทยมากว่า 3 ชุด ในรอบปี ปฏิทิน สำหรับรายละเอียดของการคิดค่าธรรมเนียมสามารถติดต่อได้ที่ฝ่ายตราสารหนี้ขึ้นทะเบียน