1) Full Valuation / Sensitivity Analysis : เป็นวิธีที่มีหลักการคิดที่ง่ายและแม่นยำที่สุดสำหรับการวัดความผันผวนของราคาตราสารหนี้จากการเปลี่ยนแปลงของอัตราผลตอบแทน โดยเริ่มจาก Yield ของตลาดในปัจจุบัน แล้วทำการประมาณการเปลี่ยนแปลงของ Yield ที่ระดับต่างๆ จากนั้นคำนวณหาค่า Bond ที่ Yield แต่ละระดับ เสร็จแล้วจึงทำการเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงของราคา อย่างไร ก็ตามวิธีการนี้ก็มีข้อเสียคือ วิธีนี้จะต้องใช้การคำนวณมากขึ้นถ้าใน Portfolio มีจำนวน bond อยู่มาก และการทำ Full Valuation จะยุ่งยากมากขึ้นถ้าหากมี Bond ที่มี TTM ต่างๆ จำนวนมากอยู่ใน portfolio รวมทั้งวิธีการคำนวณจะซับซ้อนมากยิ่งขึ้นถ้าเป็น Bond ที่มี Embedded Options
2) Duration : วิธีการนี้ความผันผวนจะวัดจากอัตราการเปลี่ยนแปลงของราคา (Slope) ที่ Yield ใดๆ เทียบกับราคา ณ จุดนั้นๆ ซึ่ง Duration มีอยู่ 3 ประเภท คือ
2.1) Macaulay Duration เป็น Duration ที่มีอายุเฉลี่ยของตราสารหนี้ โดยถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าปัจจุบันของกระแสเงินสดในแต่ละงวดที่ตราสารหนี้จะจ่ายให้จนครบอายุ ซึ่งหลักการของวิธีการนี้คือ การหาจุดที่สมดุลของจำนวนเงินผลตอบแทนที่จะได้รับทั้งหมดจากการลงทุนในตราสารหนี้2.2) Modified Duration เป็น Duration ที่มีการคำนวณการเปลี่ยนแปลงของราคาเป็นร้อยละต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราผลตอบแทน โดยใช้แนวคิดตาม Macaulay Duration แต่จะมีความสะดวกในการใช้งาน และการคิดคำนวณการเปลี่ยนแปลงของราคาเมื่ออัตราผลตอบแทนเปลี่ยนแปลงไป
2.3) Effective Duration เป็น Duration ที่มีค่าประมาณที่ได้มาจากราคาที่เปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นและลดลงที่แท้จริง
Duration มีความเกี่ยวพันโดยตรงกับความผันผวนของราคาตราสารหนี้ และนำไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ เช่น นำไปใช้เป็นตัววัด Sensitivity ของราคาตราสารหนี้ต่อการเปลี่ยนแปลงของอัตราผลตอบแทน , เป็นตัววัดผลกระทบของอัตรา Coupon อายุคงเหลือ
3) Price Value of a Basis Point (PVBP or DV01) หรือ “ราคาต่อ 1 basis” เป็นการวิเคราะห์ขนาดของการเปลี่ยนแปลงของราคาเมื่ออัตราผลตอบแทนมีการปรับตัวขึ้นหรือลง 1 basis ซึ่งราคาต่อ 1 basis สามารถช่วยให้ผู้ลงทุนประมาณได้ว่าตนจะได้รับกำไรหรือขาดทุนจากส่วนต่างของราคาเท่าไร หากอัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ในตลาดมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นหรือลดลง อย่างไรก็ตามการใช้ราคาต่อ 1 basis เพื่อประมาณขนาดการเปลี่ยนแปลงของราคาจะมีความแม่นยำเฉพาะเมื่ออัตราผลตอบแทนมีการเปลี่ยนแปลงไม่มาก แต่เมื่อการเปลี่ยนแปลงของราคามีขนาดใหญ่ขึ้นการประมาณจะเริ่มมีความคลาดเคลื่อน และจะยิ่งมีความคลาดเคลื่อนมากในกรณีที่อัตราผลตอบแทนของตราสารหนี้ปรับตัวลดลง