1.ตราสารหนี้ภาครัฐ
• ตั๋วเงินคลัง, พันธบัตรระยะสั้นของธนาคารแห่งประเทศไทย ตราสารหนี้กลุ่มนี้มีอายุสั้นไม่เกิน 1 ปี และเป็นที่นิยมมากในกลุ่มผู้ลงทุนสถาบันซึ่ง มีเงินลงทุนสูง เนื่องจากตราสารหนี้ประเภทนี้ไม่มีการจ่ายดอกเบี้ยเป็นงวด แต่ผู้ลงทุนจะได้รับอัตราผลตอบแทนเป็นส่วนลดหน้าตั๋วซึ่งเป็นส่วนต่างระหว่างราคาหน้าตั๋วกับราคาที่ซื้อขาย โดยราคาซื้อขายจะต่ำกว่ามูลค่าที่ตราไว้ (Par Value) แต่ต้องใช้เงินลงทุนเริ่มต้นสูงตั้งแต่ 5 แสนบาทถึง 1 ล้านบาทขึ้นไป
• พันธบัตรรัฐบาล, พันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย ผู้ลงทุนสามารถเลือกลงทุนในพันธบัตรที่มีอายุต่ำกว่า 1 ปีและสูงสุด 30 ปี โดยมีการจ่ายดอกเบี้ยในอัตราที่คงที่เฉลี่ย 3%-7% ต่อปี และได้รับดอกเบี้ยเป็นงวดๆ ทุก 6 เดือน แต่ต้องใช้เงินลงทุนเริ่มต้นสูงกว่าการลงทุนในพันธบัตรออมทรัพย์ โดยมีการลงทุนเริ่มต้นเฉลี่ยที่ 5 แสนบาทขึ้นไป
• พันธบัตรออมทรัพย์ เป็นพันธบัตรที่ออกขายให้กับนักลงทุนรายย่อยโดยเฉพาะ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ลงทุนวัยเกษียณ ใช้เงินลงทุนต่ำเมื่อเทียบกับพันธบัตรรัฐบาลและตั๋วเงินคลัง ซึ่งพันธบัตรออมทรัพย์ที่ออกจำหน่ายจะมีอายุตั้งแต่ 5-7 ปี โดยรุ่นล่าสุดที่ออกจำหน่ายในปีนี้คือ พันธบัตรออมทรัพย์ ไทยเข้มแข็งอายุ 5 ปีจ่ายดอกเบี้ยเป็นขั้นบันไดในปีที่ 1-2 อัตรา 3% ในปีที่ 3 อัตรา 4% และปีที่ 4-5 อัตรา 5% โดยใช้เงินลงทุนเริ่มต้น 1 หมื่นบาทสำหรับบุคคลธรรมดา
จุดเด่นของการลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐ คือ มีความมั่นคงสูงเนื่องจากรัฐบาลเป็นผู้ออก ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าเงินฝาก และผู้ลงทุนสามารถซื้อขายในตลาดรองผ่านธนาคารพาณิชย์ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นตัวแทนจัดจำหน่าย อย่างไรก็ตาม มีโอกาสที่ราคาซื้อขายในตลาดรองอาจมากหรือน้อยกว่าราคาหน้าตั๋วขึ้นกับระดับดอกเบี้ยในตลาดขณะนั้น
2.ตราสารหนี้ภาคเอกชน
• หุ้นกู้ภาคเอกชน อัตราดอกเบี้ยสูงกว่าตราสารหนี้ภาครัฐ และมีอายุการลงทุนโดยทั่วไปประมาณ 3-7 ปี จ่ายดอกเบี้ยเป็นงวดๆ ทุก 3, 6 เดือน จุดเด่นของการลงทุนคือให้ดอกเบี้ยที่ดีกว่าเงินฝาก แต่ต้องใช้เงินลงทุนเริ่มต้นที่สูงกว่าพันธบัตรออมทรัพย์โดยมีการลงทุนเริ่มต้นเฉลี่ยที่ 1 แสนบาทขึ้นไป และมีความเสี่ยงสูงกว่าการลงทุนในตราสารหนี้ที่ออกโดยภาครัฐ ทั้งนี้ ผู้ลงทุนควรพิจารณาอันดับความน่าเชื่อถือ (Rating) ก่อนการลงทุน โดยทั่วไปหุ้นกู้ ที่มี Rating ตั้งแต่ BBB ขึ้นไปถือว่าอยู่ในระดับลงทุนได้ (Investment grade) แต่หากเป็นผู้ที่รับความเสี่ยงได้ค่อนข้างต่ำก็ควรเลือกลงทุนในหุ้นกู้ไม่ต่ำกว่า A ขึ้นไป
• กองทุนรวมตราสารหนี้, กองทุนรวมที่ลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศ การลงทุนผ่านกองทุนรวมตราสารหนี้มีหลายรูปแบบ เช่น กองทุนรวมที่ลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐ กองทุนรวมตราสารหนี้เพื่อการเลี้ยงชีพ (ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี โดยสามารถนำไปหักลดหย่อนได้สูงสุดถึง 5 แสนบาท แต่มีเงื่อนไขการลงทุนในระยะยาวคือไม่สามารถไถ่ถอนเงินลงทุนได้ก่อนอายุ 55 ปี) ซึ่งข้อดีสำหรับการลงทุนคือ มีมืออาชีพ เป็นผู้บริหารเงินให้ (บริษัทจัด การลงทุน), ใช้เงินลงทุนต่ำโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 2,000- 5,000 บาทสำหรับการลงทุนเริ่มต้น, มีสภาพคล่องในการเปลี่ยนเป็นเงินซึ่งสามารถไถ่ถอนหน่วยลงทุนได้ตามระยะเวลาที่ระบุไว้ในโครงการ ทั้งนี้ การลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ต่างประเทศอาจมีความเสี่ยงในเรื่องความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ความมั่นคงของผู้ออกตราสารหนี้ และเศรษฐกิจของประเทศผู้ออกตราสารหนี้ ดังนั้น ผู้ลงทุนควรต้องศึกษาข้อมูลและรายละเอียดของกองทุนให้รอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน
การลงทุนในตราสารหนี้ทั้งภาครัฐและเอกชนจะต้องเสียภาษีเงินได้ในดอกเบี้ยที่ได้รับในอัตรา 15% โดยทุกครั้งที่มีการจ่ายดอกเบี้ย ธปท.หรือนายทะเบียนหุ้นกู้จะหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ และสามารถเลือกได้ว่าจะนำไปรวมคำนวณภาษี ณ สิ้นปีได้อีกทางหนึ่ง เว้นแต่การลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้และกองทุนรวมที่ลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศ ซึ่งได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้จากการลงทุนในรูปของกำไรจากการขายคืนหน่วยลงทุน (Capital gain tax)