สวัสดีคะ คุณลุงขงเบ้ง
หนูมีคำถามจะถามคุณลุงหน่อยคะ หนูอ่านข่าวเห็นบอกว่าช่วงต้นปีนักลงทุนในตราสารหนี้ทำกำไรกันเป็นแถว พอมากลางปีอ้าวไหนกลายเป็นว่าขาดทุนกันบักโกรกหละคะ หนูเลยอยากจะถามว่านักลงทุนรายย่อยกระจ้อยกระจิดริดอย่างหนูนี่ควรจะมีกลยุทธ์การลงทุนในตราสารหนี้แบบไหนถึงจะดีคะ กลัวจะขาดทุนรายใหญ่บิ๊กเบิ้มจังเลยคะ
ฉมชบา ราศรีไสล
สวัสดีครับ หนูฉม
ความจริงนักลงทุนรายย่อยนี่ลุงก็ไม่ค่อยเห็นใครจะสนใจลงทุนในตราสารหนี้กันซักเท่าไหร่ ยกเว้นคนที่พอจะมีความรู้และพยายามแสวงหาผลตอบแทนที่ดีและไม่เสี่ยงเกินไป เรื่องแรกที่อยากจะบอกให้หนูเข้าใจก็คือการขาดทุนของนักลงทุนรายใหญ่นั้นความจริงเขาก็ยังไม่ได้ขาดทุนจริงๆหรอกครับเพียงแค่ขนาดทุนในทางบัญชีเท่านั้นเอง อย่างนิติบุคคลเขาจำเป็นต้องทำบัญชีเป็นรายเดือนเพื่อจะได้รู้ว่ากำไร/ขาดทุนเท่าไหร่ โดยเฉพาะกองทุนรวมตราสารหนี้ต้องคำนวณหามูลค่ากองทุนสุทธิ (NAV) ทุกเดือน เพื่อรายงานให้ผู้ลงทุนได้ทราบเผื่อใครอยากจะขายก่อน
แต่ถ้าเป็นรายย่อยอย่างหนูฉมร้อยทั้งร้อยมักจะเป็นการลงทุนแบบที่เรียกว่า Buy and Hold หรือซื้อแล้วถือไว้จนครบกำหนด แบบนี้ก็ไม่ต้องห่วงว่าก่อนครบกำหนดราคาจะเป็นเท่าไหร่ เพราะเมื่อครบกำหนดแล้วหนูก็จะได้คืนในราคาพาร์ซึ่งมักจะเป็น 1,000 บาทต่อหน่วย ยกเว้นแต่ว่าผู้ออกเกิดไม่มีปัญญาจ่ายคืนขึ้นมาซึ่งมันก็ไม่ต่างไปจากหนูลงทุนในหุ้นแล้วบริษัทนั้นเกิดเจ๊งขึ้นมา สุดท้ายก็อาจจะได้เงินคืนเพียงบางส่วน หรืออาจจะไม่ได้เลยก็เป็นได้ ซึ่งความเสี่ยงแบบนี้เราเรียกว่า Credit Risk เพื่อเลี่ยงความเสี่ยงประเภทนี้ลุงอยากจะแนะนำให้หนูลงทุนแต่ตราสารหนี้ที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่นพันธบัตรรัฐบาลงี้ หรือพันธบัตรรัฐวิสาหกิจเป็นต้น พวกนี้แทบจะมั่นใจได้ว่าจะได้เงินคืนแน่นอน และเมื่อลงทุนแล้วหนูก็ถือไว้จนมันครบกำหนดแล้วจะได้เงินต้นและผลตอบแทนตามที่ต้องการโดยไม่มีความเสี่ยงอีกแบบที่เราเรียกว่า Market Risk หรือความเสี่ยงเมื่อราคาตราสารหนี้ลดลงไงหละครับ
ตามปกติกลยุทธ์การลงทุนในตราสารหนี้นั้นมักจะมีแบบเชิงรุกและเชิงรับแบบเชิงรุกก็อย่างเช่นการคาดคะเนว่าอัตราดอกเบี้ยจะขึ้นหรือจะลง เส้นอัตราผลตอบแทนจะชันขึ้นหรือแบนลงอะไรแบบนี้ ลุงว่าหนูฉมคงไม่จำเป็นต้องไปรู้หรอก เอาแค่ว่ายึดนโยบายการลงทุนที่ไม่เสี่ยงและได้ผลตอบแทนมากกว่าฝากแบงค์ซักหน่อยก็พอแล้ว เพราะเราเป็นนักลงทุนหน้าใหม่ไม่มีความรู้และข้อมูลเพียงพอที่จะไปคาดคะเนทิศทางอัตราดอกเบี้ยอย่างกูรู้ทั้งหลาย แต่ขอให้เชื่อลุงอย่างหนึ่งแล้วกันว่าพวกกูรู้ทั้งหลายนี่ก็คาดการณ์อะไรผิดอยู่บ่อยๆ กลยุทธ์การลงทุนแบบเชิงรุกที่อิงกับการคาดการณ์ที่ผิดๆมันก็ทำให้ขาดทุนได้เหมือนกัน
ทางที่ดีแล้วลุงว่าหนูใช้กลยุทธ์ทางสายกลางดีกว่าไม่ต้องทุ่มไปด้านใดด้านหนึ่งจนหมดตัว อย่างเช่นตอนนี้อัตราดอกเบี้ยไม่แน่ว่าจะขึ้นหรือลง ถ้าหนูเอาไปลงระยะยาวๆเสียหมด เกิดดอกเบี้ยขึ้นไปอีกหนูก็ไม่มีเงินที่จะไปซื้อใหม่แล้ว ทางที่ดีหนูฉมควรลงทุนแบบที่เรียกว่าเป็นขั้นบันได เช่น ลงทุนมันอย่างละเท่าๆกันตั้งแต่ 1 ปีไปจนถึง 5 ปีเป็นต้น ถ้าดอกเบี้ยขึ้นหนูก็ยังมีตราสารระยะสั้นๆที่หมดอายุก่อนสามารถเอาไปลงทุนในบอนด์ยาว 5 ปีได้เพราะอีกหนึ่งปีข้างหน้าบอนด์ห้าปีก็จะมีอายุเหลือแค่สี่ปี หรือถ้าอัตราดอกเบี้ยลงหนูก็มีบอนด์ห้าปีที่ผลตอบแทนสูงอยู่ด้วยก้ไม่เสียประโยชน์อะไร ถ้าลุงจำไม่ผิดนี่กองทุนแบบนี้ในเมืองนอกเผลอๆจะให้ผลตอบแทนดีกว่าพวกที่ลงทุนเชิงรุก เพราะอะไรๆมันก็บ่อแน่หรอกหลาน อย่างปีนี้อัตราดอกเบี้ยมันสวิงริงโก้มาตั้งแต่ต้นปี เดี๋ยวลง เดี๋ยวขึ้น ต่อให้กูรู้สิบกูรู้ลุงก็ว่ายากที่จะคาดการณ์ถูก เพราะฉะนั้นเอาแบบมัชฉิมา ปฎิปทาดีกว่าเนาะ ไม่รวยมากแต่ก็ไม่เจ๊งจนหมดตัว หรือหนูฉมว่าไง
ลุงขงเบ้ง